เที่ยวอังกฤษอย่างไรให้ประหยัดมากที่สุด

เที่ยวอังกฤษอย่างไรให้ประหยัดมากที่สุด

       ถึงแม้ว่าเราจะวางแผนการใช้เงินทุกอย่างให้ประหยัดที่สุดแล้ว แต่ก็ยังถือว่าค่าใช้จ่ายในอังกฤษนั้น สูงกว่าประเทศอื่นๆ พอสมควร ยิ่งไปเที่ยวนานก็ยิ่งมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ หากเป็นไปได้ก็ควรจะวางแผนการเดินทางให้รัดกุมที่สุด และพยายามอย่าออกนอกเส้นทางบ่อยจนเกินไป การซื้อตั๋วเครื่องบินนั้น หากเป็นได้ก็แนะนำให้ซื้อแบบ Low cost จะดีกว่า แม้จะบินอ้อมไปหลายชั่วโมง แต่ก็ยังเหลือเงินไว้สำหรับเที่ยวและช้อปปิ้งในอังกฤษได้เป็นหมื่นเลยทีเดียว

โดยสรุปรวม 5 คำแนะนำของเรา ถ้าคุณต้องการประหยัดได้ดังนี้

1. หาตั๋วเครื่องบินโปรโมชั่นให้ได้

2. นอนประเภทโฮสเทล หรือ Guesthouse

3. เลือกเน้นเที่ยวเฉพาะที่ให้เราเข้าได้ฟรีเท่านั้น

4. ส่วนของกินให้เลือกกินตามร้าน Fast Food อาหารจะมีราคาถูกเกือบที่สุด และ

5. วางแผนการเดินทางโดยเน้นใช้การเดินเป็นหลัก รวมที่เที่ยวหลายๆที่ในย่านเดียวกันไว้ด้วยกันจะได้เดินถึงกันได้ง่ายๆ

สรุปงบประมาณการท่องเที่ยวประเทศอังกฤษ

  • ค่าตั๋วเครื่องบินไม่เกิน 15,000 บาท / ไปกลับ 30,000 บาท (บินแบบ Low Cost)
  • ค่าทำวีซ่า ประมาณ 5,000 บาท
  • ค่าที่พัก คืนละ 1,500 – 2,500 บาท ต่อคืน
  • ค่าอาหาร เฉลี่ยมื้อละ 500 บาท หรือ 1,000 – 1,500 บาท ต่อวัน
  • ค่าสถานที่ท่องเที่ยว วันละ 700 – 1,500 บาทต่อวัน
  • ค่าเดินทาง 150 – 500 บาท ต่อวัน
  • รวมค่าใช้จ่ายต่อวัน 3,500 – 4,500 บาท

 

สรุปงบประมาณ เที่ยวอังกฤษระยะเวลา 4 วัน 3 คืน แบบประหยัดที่สุด ประมาณ 30,000 บาท

สรุปงบประมาณ เที่ยวอังกฤษระยะเวลา 6 วัน 5 คืน แบบประหยัดที่สุด ประมาณ 35,000 บาท

       จำนวนเงินที่เราคำนวนให้ดูนี้เป็นเพียงการประมาณการคร่าวๆ เท่านั้น และจริงๆแล้วบางคนอาจจะสามารถใช้เงินน้อยกว่านี้ก็เป็นได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน บางทีเราไปเที่ยว ถ้าเงินไม่ใช่ปัญหามากนักก็ควรจะวางแผนเที่ยวให้ตรงกับสิ่งที่เราสนใจและต้องการมากที่สุดเพราะเราคงไม่ได้ไปอังกฤษกันบ่อยๆ แน่ เรียกว่าทำให้มันเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตของเราเลยได้ ก็ยิ่งดี

สะพานหอคอย แห่งกรุงลอนดอน London Tower Bridge

สะพานหอคอย แห่งกรุงลอนดอน(London Tower Bridge) เป็นสะพานที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของกรุงลอนดอน โดยมีลักษณะเป็นสะพานยกและสะพานแขวนอยู่รวมกัน ทั้งยังประกอบไปด้วยหอคอย 2 หอ จึงทำให้สะพานแห่งนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สะพานหอคอย นั่นเอง ซึ่งก็ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงลอนดอน ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะไม่พลาดที่จะแวะมาชมความสวยแปลกตาของที่นี่ โดยเฉพาะในยามค่ำคืน จะให้บรรยากาศที่โรแมนติกสุดๆ

ประวัติความเป็นมาของ Tower Bridge

เดิมทีสะพานทาวเวอร์บริดจ์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเส้นทางสำหรับการจราจรข้ามแม่น้ำเทมส์ของลอนดอน ซึ่งใช้เวลาในการสร้างนานถึง 8 ปี โดยแล้วเสร็จในปี ค.ศ.1894 นั่นเอง โดยหอคอยแห่งนี้ได้ถูกออกแบบให้มีลักษณะเป็นหอคอยคู่และใช้สถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่มีความสวยงดงามและแสดงถึงการเป็นหอคอยลอนดอนได้เป็นอย่างดี แถมเมื่อขึ้นไปอยู่กลางสะพานก็สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำเทมส์ได้อย่างงดงามแปลกตาอีกด้วย ซึ่งเมื่อนานวันสะพานแห่งนี้ก็เป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจทั้งจากชาวลอนดอนและนักท่องเที่ยวมากขึ้น จนกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในที่สุด

สะพานทาวเวอร์บริดจ์ มีอะไรให้เที่ยวชมบ้าง

จากสะพานที่ใช้สัญจรไปมา กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและแลนด์มาร์คของกรุงลอนดอน แสดงให้เห็นได้ว่าสะพานหอคอยแห่งนี้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ซึ่งจุดเด่นและความน่าสนใจของ Tower Bridge ก็มีดังนี้

1. สถาปัตยกรรมที่งดงามแปลกตา
สะพานทาวเวอร์บริดจ์ ถูกสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมที่มีความงดงามแปลกตา จึงมีความโดดเด่นมากกว่าสะพานทั่วไป ซึ่งในปัจจุบันบริเวณสะพานก็ได้มีการตกแต่งให้สวยงามและน่าสนใจมากกว่าเดิม นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงมักจะแวะเวียนเพื่อมาชมความสวยงามของสะพานและถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึกเสมอ

2. โดดเด่นด้วยจุดชมวิว
สำหรับใครที่ชอบชมวิวสวยๆ ที่สะพานทาวเวอร์บริดจ์ก็ไม่น้อยหน้าใครเหมือนกัน เพราะสะพานแห่งนี้สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำเทมส์ได้อย่างกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา และมองเห็นหอนาฬิกาบิ๊กเบนได้อย่างชัดเจนอีกด้วย นอกจากนี้ในยามเย็นก็จะได้ชมความงดงามของพระอาทิตย์ตกที่หาชมได้ยากมาก เพราะฉะนั้นขอบอกเลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาด

3. เสริมความรู้ด้วยนิทรรศการ
หากใครที่อยากจะรู้เรื่องราวของ Tower Bridge ตั้งแต่ประวัติ การก่อสร้างไปจนถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย ที่สะพานทาวเวอร์บริดจ์ก็มีการจัดนิทรรศการให้ได้ชมกันแบบถึงที่ โดยเฉพาะเรื่องราวของนักบินที่มีการบินผาดแผลงในช่วงสงครามลอดผ่านใต้สะพานแห่งนี้ ถือเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ถูกจารึกไว้และควรค่าแก่การศึกษาเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

4. ตื่นตาตื่นใจกับการชมวิวผ่านพื้นกระจกใส
และอีกสิ่งหนึ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจก็คือ การชมวิวผ่านพื้นกระจกใสนั่นเอง ซึ่งก็ได้มีการปรับปรุงขึ้นมาใหม่เมื่อไม่นานมานี้ แต่ก็เรียกความสนใจจากกลุ่มนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างมาก เพราะภาพที่มองเห็นผ่านพื้นกระจกใสนั้น เป็นภาพที่มีความงดงามแปลกตาและให้ความรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย

ค่าใช้จ่าย
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 6 ปอนด์
ผู้สูงอายุและนักเรียน 4.25 ปอนด์

เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: ภายนอกสามารถชมได้ตลอดเวลา
ภายในแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา
ช่วงหน้าร้อน เดือนเมษายน ถึง เดือนกันยายน 10:00 – 17:30
ช่วงหน้าหนาว เดือนเมษายน ถึง เดือนกันยายน 09:30 – 17:00
วันปิดทำการ: หยุดช่วงคริสมาส ทุกวันที่ 24-26 ธันวาคม

วิธีการเดินทาง
นั่งรถไฟใต้ดิน underground tube มาลงที่ สถานี Tower Hill จากนั้นเดินต่ออีกนิดก็จะเจอกับสะพานทาวเวอร์บริดจ์

พิพิธภัณฑ์สงคราม Churchill War Rooms

พิพิธภัณฑ์ Churchill War Rooms ในกรุงลอนดอน เป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับสงครามโลกแห่งหนึ่งที่คนชอบประวัติศาสตร์ไม่ควรพลาดเข้าไปชมเด็ดขาด เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เคยใช้เป็นที่บัญชาการรบของประเทศอังกฤษจริง ๆ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ของท่านนายกรัฐมลตรีคนดัง Sir Winston Churchill จึงทำให้มีสิ่งของต่างๆ ที่เคยใช้งานจริงจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์นี้มากมาย และด้วยการเชื่อมต่อในแต่ละห้องที่มีขนาดพอดีคนเดินเท่านั้น จึงทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้าชมรู้สึกเหมือนอยู่ในกองบัญชาการในขณะที่เกิดสงครามจริง ๆ omglinks.com

ความเป็นมาของ Churchill War Rooms

พิพิธภัณฑ์ Churchill War Rooms เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี 1936 โดยกระทรวงอากาศยาน (ชื่อในขณะนั้น) แห่งประเทศอังกฤษ เพื่อเป็นกองบัญชาการของกองทัพอากาศ ในขณะที่ลอนดอนถูกทิ้งระเบิดจากศัตรูอย่างหนัก เมื่อเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในปี 1938 ก็ได้มีการสร้างห้องวิทยุสื่อสารที่มีอุปกรณ์มากมายหลายชนิด และได้มีการเพิ่มเติมห้องต่าง ๆ มากมาย ซึ่งเมื่อวินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีอังกฤษในขณะนั้นได้มาเห็นตึกแห่งนี้ ก็ประกาศว่าจะใช้สถานที่แห่งนี้เป็นกองบัญชาการในการรบทันที จนกระทั่งมีชัยชนะเหนือเยอรมนีในที่สุด

แม้ว่าภายแรก สถานที่แห่งนี้จะไม่ได้เปิดให้สาธารณชนเข้าชม แต่ด้วยเสียงเรียกร้องของประชาชนชาวอังกฤษที่อยากจะเห็นห้องแห่งชัยชนะนับแสนคน รัฐบาลจึงตัดสินใจซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย และปรับปรุงให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างเช่นทุกวันนี้

ภายใน Churchill War Rooms มีอะไรให้เที่ยวชมบ้าง

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อาจจะหาทางเข้ายากกว่าสถานที่อื่น ๆ สักนิดหนึ่ง เพราะเป็นเพียงห้องใต้ดินของอาคารแห่งหนึ่ง ที่มีเพียงป้ายเล็ก ๆ และคนเฝ้าประตู พร้อมกับการตรวจระเบิดเท่านั้น แต่ภายในกลับไม่เล็กอย่างที่คิด เพราะมีสิ่งที่น่าสนใจมากมายดังต่อไปนี้

1. การจัดแสดงหุ่นจำลองกำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ ขณะที่เกิดสงคราม
ไม่ได้มีเพียงแค่โต๊ะเปล่า ๆ ในการจัดแสดงเท่านั้น เพราะทางพิพิธภัณฑ์ได้จัดให้มีหุ่นจำลอง ที่แต่งชุดทหารเต็มยศในขณะที่กำลังทำกิจกรรมอยู่ในขณะเกิดสงครามในห้องต่าง ๆ ไว้ เช่น ห้องแผนที่ ห้องวิทยุสื่อสาร ห้องบัญชาการการรบ เป็นต้น
2. ชมห้องนอนของวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งอังกฤษ
ด้วยความที่ต้องอยู่บัญชาการการรบตลอดสงคราม ทำให้วินสตัน เชอร์ชิล จำเป็นต้องพักอาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ภายในห้องนอนของเขาจึงประกอบไปด้วยเตียง โต๊ะทำงาน แผนที่โลก และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่จำเป็น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นของจริงที่เคยใช้งานมาแล้วทั้งสิ้น
3. ตื่นตาตื่นใจไปกับชุดทหาร และอุปกรณ์เครื่องใช้ในสงคราม
นอกจากห้องต่าง ๆ แล้ว ยังมีการจัดแสงชุดทหาร พร้อมอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ปืน โทรศัพท์ โต๊ะทำงาน เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะอยู่ภายในกระจกใสเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดจากนักท่องเที่ยว โดยแต่ละรูปจะมีป้ายพร้อมคำอธิบายบอกอย่างละเอียด ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่รู้ความเป็นมาของข้าวของแต่ละชิ้นเลย
4. เสริมความรู้ด้วยห้องฉาย VTR
เพราะอาจจะมีนักท่องเที่ยวบางคนที่ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ตอนนี้เท่าที่ควร ทางพิพิธภัณฑ์เลยจัดให้มีมุมสำหรับฉาย VTR แบบสั้น ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจลึกซึ้งในขณะที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์มากยิ่งขึ้น

ค่าใช้จ่าย
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 19 ปอนด์
เด็ก (อายุ 5-15 ปี) 9.50 ปอนด์

เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 09.30 น. – 18.00 น.

วิธีการเดินทาง
สามารถเดินทางได้โดยนั่งรถไฟใต้ดิน Underground Tube มาลงที่สถานี Westminster

สวนสาธารณะ St James’s Park

St James’s Park เป็นสวนสาธารณะแห่งหนึ่งในย่าน Westminster ของกรุงลอนดอน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกติดกับสวนสาธารณะอีกหลายแห่งในบริเวณนั้น ไม่ว่าจะเป็น Hyde Park, Green Park และสวน Kensington นอกจากนี้ยังอยู่ติดกับสถานที่สำคัญอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังบักกิ้งแฮม อนุสาวรีย์ชัยแห่งลอนดอน และพระราชวังเซนต์ เจมส์ ใครที่กำลังหาที่พักผ่อนไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้มากนัก ต้องมาที่นี่เลย ยิ่งถ้าได้มุมดี ๆ จะสามารถถ่ายวิวพระราชวังบักกิ้งแฮม และชิงช้าสวรรค์ยักษ์ London Eye สะท้อนผิวน้ำอย่างงดงาม

ความเป็นมาของสวนสาธารณะ St James’s Park

สวนสาธารณะ St James’s Park มีที่มาจาก กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 แห่งอังกฤษ ได้ตัดสินใจซื้อพื้นที่แห่งนี้ไว้ในปี 1532 ต่อมาเมื่อกษัตริย์เจมส์ที่ 1 ขึ้นครองราชบัลลังก์ในปี 1603 ก็ได้ปรับพื้นที่เหล่านี้ให้กลายเป็นสวนสาธารณะ และได้เก็บสัตว์พื้นเมืองของต่างประเทศไว้ในสถานที่แห่งนี้ เช่น อูฐ จระเข้ ช้าง เป็นต้น
จนกระทั่งกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 2 ที่ถูกเนรเทศจากฝรั่งเศสมาที่อังกฤษได้มาเห็นสวนเหล่านี้เข้า จึงได้ตัดสินใจที่จะปรับปรุงสวนเหล่านี้อีกครั้งให้มีสไตล์แบบฝรั่งเศส และได้เปิดให้สาธารณะชนได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่แห่งนี้ และหลังจากนั้นก็ยังมีการปรับปรุงตกแต่งสวนอยู่เรื่อย ๆ มาจนถึงปัจจุบัน

ภายใน St James’s Park มีให้เที่ยวชมบ้าง

ด้วยความที่มีประวัติมาอย่างยาวนาน ทำให้สวนสาธารณะ St James’s Park ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นสวนสาธารณะมรดกแห่งอังกฤษ และด้วยความที่มีขนาดใหญ่ จึงทำให้ภายในสวนแห่งนี้ มีสิ่งที่น่าสนใจให้เข้าชมแตกต่างกันไปดังต่อไปนี้

1. เดินผ่านสะพานสีฟ้า (Blue Bridge) เพื่อชมวิวที่สวยงามที่สุด
สะพานสีฟ้าในสวนสาธารณะ St James’s Park ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการเดินข้ามแม่น้ำในสวนไปอีกฝั่งหนึ่ง แต่ความพิเศษที่นอกจากความสวยงามของสะพานแล้ว ยังอยู่ที่ระหว่างเดินผ่านสะพานแล้วชมวิว จะเห็นพระราชวังบักกิ้งแฮม ชิงช้าสวรรค์ยักษ์ London Eye และหอนาฬิกาบิ๊กเบนเป็นฉากหลังที่สวยงามจนน่าทึ่ง

2. แปลงดอกไม้อันงดงามของพระราชวังบักกิ้งแฮม
ใจกลางของสวนสาธารณะ St James’s Park เป็นสถานที่ตั้งของสวนแห่งความทรงจำ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระราชินีวิคตอเรีย ซึ่งโดดเด่นไปด้วยดอก wallflower สีเหลือง และดอกทิวลิปสีแดงที่บานสะพรั่งพร้อมกันมากกว่า 50,000 ดอก จนอดใจไม่ได้ที่จะต้องรีบคว้ากล้องถ่ายรูปมาเก็บภาพไว้เลย

3. ชมนกกระยางเล่นน้ำอย่างสบายตา
เพิ่มความเป็นธรรมชาติให้กับสวนสาธารณะแห่งนี้ยิ่งขึ้น ด้วยการเดินชมนกกระยาง ที่ได้อาศัยอยู่ในสวนสาธารณะมามากกว่า 400 ปีแล้ว โดยนกกระยางเหล่านี้มีต้นกำเนิดมาจากทูตของรัสเซีย ได้มอบเป็นบรรณาการให้กับกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 2 ของอังกฤษ

เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน เวลา 05.00 น. – 00.00 น.

วิธีการเดินทาง
สามารถเดินทางได้โดยรถไฟใต้ดิน underground tube มาลงที่สถานี Westminster

4. ขบวนพาเหรดหลากสีสันของกองทัพอังกฤษ
ถ้าหากใครที่เดินทางมาสวนสาธารณะ St James’s Park ในช่วงเดือนมิถุนายน ก็จะได้ชมกองทัพทหารอังกฤษเดินสวนสนามเพื่อเป็นการเฉลิมพระชนมพรรษาให้กับพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 อีกด้วย

พระราชวัง แฮมป์ตัน คอร์ต Hampton Court Palace

พระราชวัง แฮมป์ตัน คอร์ต(Hampton Court Palace) เป็นพระราชวังหลวงที่ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน โดยเปิดให้ประชาชนทั้งในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปชมได้ ซึ่งที่นี่ก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวมักจะไม่พลาดเมื่อไปเยือนกรุงลอนดอนกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆ นอกจากที่ Hampton Court Palace จะมีความงดงามของสถาปัตยกรรมของพระราชวังให้ได้ชมกันแล้ว ก็ยังมีกิจกรรมและเรื่องราวสนุกๆ ให้ทำกันอย่างมากมายอีกด้วย ซึ่งจะโดนใจคุณแค่ไหนก็ต้องลองไปสัมผัสด้วยตัวเองกันดู omglinks.com

ประวัติ พระราชวัง Hampton Court Palace 

เดิมทีพระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อมอบให้กับพระคาร์ดินัลทอมัส โวลซีย์ ซึ่งเป็นข้าราชการคนโปรดของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ในปี ค.ศ.1514 แต่หลังจากนั้นเมื่อโวลซีย์ได้หลุดจากการเป็นคนโปรดของพระเจ้าเฮนรี่ พระราชวังแห่งนี้ก็ถูกยึดกลับคืนและมีการขยายให้ใหญ่โตมากขึ้นกว่าเดิม โดยในเวลาต่อมาพระเจ้าวิลเลียมที่ 3 ได้ทำการขยายพระราชวังโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นคู่แข่งของพระราชวังแวร์ซาย แต่ก็ต้องหยุดชะงักลงไปโดยที่ยังขยายไม่เสร็จ จึงทำให้พระราชวังแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมที่แปลกตาและแตกต่างจากพระราชวังอื่นๆ อย่างชัดเจน นั่นก็คือมีการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมทิวดอร์และสถาปัตยกรรมบาโรกไว้ด้วยกัน และในปี ค.ศ.1838 ก็ได้มีการเปิดพระราชวังแฮมป์ตันคอร์ต ให้ประชาชนได้เข้าชม โดยสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย

Hampton Court Palace มีอะไรให้เที่ยวชมบ้าง

หากพูดถึงจุดเด่นและความน่าสนใจของพระราชวังแห่งนี้แล้ว ก็ต้องบอกเลยว่ามีมากมายจนคุณอาจคาดไม่ถึงเลยทีเดียว เอาเป็นว่าเราไปดูกันเลยดีกว่าว่าที่นี่มีอะไรน่าสนใจบ้าง

1. ชมสถาปัตยกรรมที่งดงามแปลกตา

เมื่อมาเที่ยว พระราชวังแฮมป์ตันคอร์ต อันดับแรกที่จะต้องแวะไปชมก็คือความงดงามของสถาปัตยกรรมภายในพระราชวังนั่นเอง อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าพระราชวังแห่งนี้มีการผสมผสานสถาปัตยกรรมเข้าด้วยกัน 2 แบบ 2 ยุคสมัย จึงเป็นความแปลกใหม่ที่หาชมได้ยากจริงๆ ดังนั้นจึงไม่ควรพลาดที่จะเข้าไปชมและถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึกเลยเชียว

2. สนุกไปกับลานสเก็ตน้ำแข็ง

บริเวณหน้า Hampton Court Palace มีลานสเก็ตน้ำแข็งที่กว้างใหญ่ ถูกห้อมล้อมไปด้วยวิวทิวทัศน์ที่สวยงดงามและฉากหลังของพระราชวัง ซึ่งก็จะทำให้คุณได้สนุกไปกับการเล่นสเก็ตน้ำแข็งอย่างไม่มีเบื่อกันเลยทีเดียว แต่ลานสเก็ตน้ำแข็งแห่งนี้ จะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เล่นกันในช่วงฤดูเล่นสเก็ตเท่านั้น นั่นก็คือในช่วงวันที่ 24 พฤศจิกายน – 7 มกราคมนั่นเอง อย่างไรก็ตามในแต่ละปีอาจมีการปรับเปลี่ยนกำหนดวันเวลาที่คลาดเคลื่อนไปบ้างเล็กน้อย

3. สัมผัสประสบการณ์ขนหัวลุกกับ Ghost tours

เนื่องจากในพระราชวังแฮมป์ตันคอร์ต มีเรื่องราวที่เล่าถึงการปรากฏตัวของวิญญาณผู้หญิงให้เห็นบ่อยๆ ประกอบกับในยามค่ำคืนที่บรรยากาศรอบๆ ของพระราชวังมีความวังเวงด้วยแล้ว จึงได้มีการจัดกิจกรรมสัมผัสประสบการณ์ขนหัวลุกขึ้นมา นั่นก็คือ Ghost tours นั่นเอง โดยจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ในการพานักท่องเที่ยวเดินชมไปทั่วพระราชวัง พร้อมเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ลึกลับ น่ากลัว ซึ่งการเข้าชมจะแบ่งออกเป็นการทัวร์แบบครอบครัว จำกัดอายุขั้นต่ำ 8 ปี และการทัวร์แบบผู้ใหญ่ จำกัดอายุขั้นต่ำ 15 ปีนั่นเอง

4. ชมความงามของภาพวาดที่หอศิลป์

ที่หอศิลป์แห่งนี้ เป็นที่เก็บผลงานภาพเขียนที่มีความสำคัญมากที่สุดในอิตาลีของ Andrea Mantegna โดย Charles I ได้ซื้อผลงานภาพเขียนเหล่านี้มาในปี ค.ศ. 1629 และได้ถูกรวบรวมไว้เป็นคอลเลคชั่นที่หอศิลป์ Mantegna Gallery นั่นเอง ซึ่งก็ต้องบอกเลยว่าภาพเขียนทั้งหมดล้วนมีความงดงามและควรค่าแก่การไปเที่ยวชมเป็นอย่างมาก

ค่าใช้จ่าย
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 15.9 ปอนด์
เด็ก 8 ปอนด์

เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 10.00 – 16.30 น.

วิธีการเดินทาง
ขึ้นรถไฟมาลงที่สถานี Hampton Court เดินไปตามถนนอีกไม่ไกลก็จะถึงพระราชวัง