ตลาดพอตโทเบลโล Portobello Market

ตลาดพอตโทเบลโล(Portobello Market) เป็นตลาดขายของโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 150 ปี ตั้งอยู่บนถนน Portobello เมื่อพูดถึงตลาดแห่งนี้ คนส่วนใหญ่จะนึกถึงของเก่า ของสะสมโบราณเป็นอันดับแรกๆ ซึ่งภายในตลาดจะเป็นถนนทอดยาว มีอาคารรูปทรงแปลกตา ร้านค้าส่วนใหญ่จะเป็นร้านแผงลอยตั้งอยู่สองข้างทางของถนน ซึ่งตลาดนี้มีร้านค้ามากถึง 1,000 กว่าร้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านขายของโบราณ งานฝีมือ ของที่ระลึก เครื่องดนตรี เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องประดับ ผักผลไม้ สินค้ามือสองและของสะสมทุกชนิด โดยสินค้าของที่นี่จะมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะไม่เหมือนสินค้าจากที่อื่น นอกจากนี้ยังมีผับ บาร์ คาเฟ่ และร้านอาหารมากมายจากทั่วโลก มาจำหน่ายตามข้างทาง ชนิดที่ว่าเลือกกินกันไม่ถูกเลยทีเดียว จึงทำให้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ต่อมาจึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน omglinks.com

ตลาดแห่งนี้จะเปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์ โดยแต่ละวันจะขายสินค้าที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งวันจันทร์ – วันพุธ จะขายผักและผลไม้ วันพฤหัสบดี ขายพวกสินค้าแฟชั่นใหม่ๆ วันศุกร์ จะเป็นตลาดแฟชั่น และแน่นอนวันเสาร์ เป็นตลาดขายสินค้าโบราณ ของสะสมเก่าๆ ขนาดใหญ่ นับว่าเป็นวันที่ผู้คนหนาแน่นและคึกคักที่สุดเลยก็ว่าได้

หากใครที่ชื่นชอบการช็อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจ หรือเป็นนักสะสมของโบราณ ถ้าได้มาเที่ยวที่นี่แล้ว คุณจะหลงรักตลาดแห่งนี้โดยไม่รู้ตัว ด้วยบรรยากาศที่มีความเรียบง่าย เป็นกันเอง บวกกับสินค้าของที่นี่มีราคาไม่แพง นักท่องเที่ยวสามารถต่อรองราคาสินค้ากับพ่อค้า แม่ค้าได้ ใครที่ไม่มาตลาดนี้เหมือนมาไม่ถึงเมืองลอนดอน

ค่าใช้จ่าย
ค่าเข้าชม: ฟรี

เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์
วันจันทร์ – พุธ เปิดตั้งแต่ 8.00 น. – 18.30 น.
วันพฤหัสบดี เปิดตั้งแต่ 8.00 น. – 13.00 น.
วันศุกร์ เปิดตั้งแต่ 8.00 น. – 19. 00 น.
วันเสาร์ เปิดตั้งแต่ 8.00 น. – 19.00 น.

วิธีการเดินทาง
นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินลงสถานี Notting Hill หรือลงสถานี Westbourne Park

สุดยอดพิพิธภัณฑ์แห่งอังกฤษ British Museum

ใครที่ได้แวะเวียนไปเที่ยวกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ควรจะเสียสละเวลาอย่างน้อยครึ่งวัน เพื่อเข้าชม British Museum เป็นอย่างยิ่ง เพราะพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่มหึมาแห่งนี้ ได้รวมรวมสิ่งของล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ อย่างที่ไม่สามารถประเมินค่าได้จากทุกมุมโลกมาตั้งไว้ในสถานที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่สมัยยุคเปอร์เซีย อัสสีเรียน อียิปต์ กรีก โรมัน มาจนกระทั่งฝั่งเอเชีย ก็มีให้เลือกชมตามความพอใจ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ชอบประวัติศาสตร์มากเท่าไรนัก แต่ถ้าได้เข้ามาชมที่นี่เพียงหนเดียว รับรองว่าต้องติดใจจนต้องย้อนไปหาข้อมูลอ่านประกอบแน่นอน

ประวัติความเป็นมาของ British Museum

จุดกำเนิดของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เริ่มขึ้นจาก Sir Hans Sloane นักฟิสิกส์และธรรมชาติวิทยาเชื้อสายอังกฤษ-ไอริช ที่ได้สะสมวัตถุโบราณมีค่าไว้มากมาย และไม่อยากให้วัตถุเหล่านี้สูญหายหรือเสียหายไปตามกาลเวลาภายหลังจากที่เขาเสียชีวิต จึงได้มองให้กษัตริย์จอร์จที่ 2 เพื่อให้เป็นสมบัติของชาติ ซึ่งกษัตริย์จอร์จที่ 2 ก็ได้เห็นความสำคัญของวัตถุโบราณเหล่านี้ และตั้งใจจะทำให้คำขอของ Sir Hans Sloane สัมฤทธิ์ผล จึงได้เริ่มก่อตั้ง British Museum ขึ้นในปี 1753 และเมื่ออังกฤษได้เป็นเจ้าอาณานิคม ในยุคที่มีการล่าอาณานิคมกันอย่างจริงจังนั้น ก็ส่งผลให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีสิ่งล้ำค่าทางประวัติศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างมากมายจนถึงปัจจุบัน

British Museum มีอะไรให้ชมบ้าง?

ด้วยความเป็นพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์ ที่รวมทุกสิ่งอย่างของโลกมาไว้ในที่เดียว ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จึงจัดแบ่งออกเป็นโซน เช่น โซนอียิปต์โบราณ โซนกรีกและโรมันโบราณ โซนเอเชีย โซนยุโรป โซนอเมริกา โซนตะวันออกกลาง เป็นต้น ซึ่งแต่ละโซนก็จะมีวัตถุโบราณแตกต่างกันไป คือ

โซนอียิปต์ โลงศพคลีโอพัตรา และโลงศพอื่น ๆ มัมมีอียิปต์ทั้งคนและสัตว์ รูปจิตรกรรมฝาผนัง นอกจากนี้ยังมีวัตถุโบราณของอัสซีเรียน อย่างเช่นรูปปั้นนูนต่ำ รูปสลักสิงโต จัดแสดงอยู่ในโซนนี้ด้วย

โซนกรีก วิหารพาร์เธนอน, รูปปั้นเทพีอะโฟรไดท์ รูปปั้นม้าจากเมาโซแลม หมวก โล่ แจกันแบบกรีก และอื่นๆ อีกมากมายที่จะทำให้คุณตื่นตาตื่นใจสุดๆ

โซนเอเชีย พระพุทธรูปโบราณจากจีน ญี่ปุ่น กัมพูชา อินเดีย

นอกจากนี้ยังมีไฮไลท์สำคัญอยู่ที่แผ่นหิน Rosetta Stone ที่เป็นต้นแบบของศิลาจารึกภาษาอียิปต์ ที่ได้รับการถอดความเป็นภาษากรีก แล้วกลายมาเป็นเรื่องราวให้เราได้เรียนรู้กันในปัจจุบันนี้

ทั้งหมดนี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์แบบทั้งหมด ซึ่งเป็นน่าเหลือเชื่อว่า มีการขนย้ายมาได้อย่างไร และมีวิธีการเก็บรักษาอย่างไรให้คงสภาพได้สวยงามจนถึงปัจจุบันนี้ เพราะบางชิ้นนั้น มีอายุมากกว่า 2,000 ปีเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ British Museum จึงเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีความล้ำค่ามาก และได้รับการกล่าวขานว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมสิ่งของทั่วโ,กไว้มากที่สุด แม้กระทั่งพิพิธภัณฑ์ประจำชาติแห่งอียิปต์ ก็ยังไม่สามารถรวบรวมโลงมัมมี่ และสิ่งของอื่น ๆ ได้เท่าสถานที่แห่งนี้เลย เมื่อเข้าไปแล้ว ก็ไม่ต้องกลัวหลง เพียงแค่หยิบคู่มือที่ทางพิพิธภัณฑ์มีบริการให้บริเวณ Information ก็สามารถเดินชมได้ตามที่ต้องการแล้ว

ค่าใช้จ่าย
ค่าเข้าชม: ฟรี

เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน
วันเสาร์ ถึง วันพฤหัสบดี เปิดทำการเวลา 10.00 น. – 17.00 น.
วันศุกร์ เปิดทำการเวลา 10.00 น. – 20.30 น.

วิธีการเดินทาง
สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน มาลงได้ที่ 4 สถานี คือGoodge Street, Tottenham Court Road, Rusell Square และ Holborn

หอคอยแห่งกรุงลอนดอน Tower of London

หอคอยแห่งลอนดอน(Tower of London) แต่เดิมถูกใช้เป็นปราสาทพระราชวังแห่งราชวงศ์อังกฤษในยุคกลาง ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองลอนดอนริมแม่น้ำเทมส์จนเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญที่หลายๆคนอยากจะมาเยือน

ประวัติความเป็นมา ของ Tower of London

หอคอยแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้น ภายหลังที่วิลเลียม ดยุคแห่งนอร์มังดี หรือที่รู้จักกันในนาม วิลเลียมผู้พิชิต ได้รับการสถาปนาเป็นกษัตริย์แห่งอังกฤษ เมื่อปี 1066 โดยกษัตริย์วิลเลี่ยมได้เริ่มสร้างหอคอยแห่งนี้ขึ้น ด้วยการดัดแปลงจากป้อมปราการให้กลายเป็นปราสาทขนาดใหญ่ด้วยหินทั้งอาคาร โดยเลือกสถานที่ก่อตั้งให้อยู่ใกล้แม่น้ำเทมส์ เพื่อความสะดวกในการสังเกตการณ์ศัตรูที่อาจบุกเข้ามา และได้ขุดคลองรอบ ๆ ปราสาท เพื่อใช้เป็นอุปสรรคทางธรรมชาติ หลังจากนั้นก็มีการเพิ่มเติมสิ่งก่อสร้างมากมาย โดยเฉพาะ White Tower หรือหอคอยสีขาว ที่กลายเป็นสถานที่เกิดเหตุสำคัญมากมายทางประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่บริเวณใจกลางของหอคอยลอนดอน gentingprincess.org

ด้วยความที่มีความปลอดภัยสูง และด้วยปัญหาของราชวงศ์ที่มีต่อประชาชน จึงทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นคุกที่ใช้ขังนักโทษทางการเมือง นักโทษที่เป็นชนชั้นสูงเพื่อรอเวลาประหาร เช่น Anne Boleyn พระมเหสีของพระเจ้าวิลเลี่ยมที่ 8, พระเจ้าเอ็ดวาร์ดที่ 5 ของอังกฤษ และเจ้าชายริชาร์ด ดยุกออฟยอร์ก ที่เป็นน้องชาย, นักบวชคณะเยซูอิต เป็นต้น

Tower of London มีอะไรให้ชมบ้าง?

ด้วยความที่เป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นที่พำนักของพระราชวงศ์ ที่คุมขังและประหารนักโทษชั้นสูง ก็ยังเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาของมีค่าของราชวงศ์เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นมงกุฎเพชร ชุดอัศวินสมัยโบราณ ให้ได้รับชมกันอีกด้วย เมื่อมาถึงแล้ว สิ่งที่ควรจะรีบไปเป็นจุดแรกเลยก็คือ บริเวณทางเข้าที่จะมี Yeoman Warders อดีตทหารรักษาพระองค์ ที่ผันตัวมาเป็นไกด์นำเที่ยวฟรี ภายในหอคอยแห่งนี้ เป็นเวลา 60 นาที ซึ่งจะเป็นการนำเสนอประวัติศาสตร์ของหอคอยแห่งนี้แบบครบถ้วน (รวมทั้งความเฮี้ยนของหอคอยต่าง ๆ ) ซึ่งอาจจะไม่มีปรากฏในคู่มือท่องเที่ยวมาก่อน แต่รับรองว่าจะทำให้คุณรู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมากแน่นอน

นอกจากความสวยงามของปราสาทหินแล้ว ยังมีปราสาทที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบทิวดอร์ ลานประหารชีวิตพร้อมอาวุธ ที่ใช้ในการประหารชีวิตพระนางแอน โบลีน จริง ๆ และต้องไม่พลาดไฮไลท์ดังที่เรากล่าวไปแล้วคือ มงกุฎเพชรอันล้ำค่า และชุดอัศวินโบราณ ที่มีมากจนถ่ายรูปกันไม่ไหวเลยทีเดียว ถ้าใครติดใจเรื่องราวของอัศวิน ทางหอคอยก็มีของที่ระลึกเกี่ยวกับอัศวินวางจำหน่ายให้ได้นำกลับไปเป็นของฝากกันอีกด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับใครที่มาเที่ยวลอนดอนประเทศอังกฤษ ก็อย่าพลาดที่จะแวะมาเที่ยวชมที่นี่เด็ดขาด

ค่าใช้จ่าย
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ (16 ปีขึ้นไป) 21.50 ปอนด์ / เด็ก (5 – 15 ปี) 9.70 ปอนด์

เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: วันอังคาร ถึง วันเสาร์ เปิดทำการเวลา 09.00 น. – 16.30 น.
วันศุกร์ เปิดทำการเวลา 10.00 น. – 16.30 น.

วิธีการเดินทาง
สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน มาลงได้ที่สถานี Tower Hill หรือรถเมล์สาย 15 ลงสถานี Tower of London เดินต่ออีกนิดก็จะถึงหอคอยแห่งกรุงลอนดอน

ตลาดพอตโทเบลโล Portobello Market

ตลาดพอตโทเบลโล(Portobello Market) เป็นตลาดขายของโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 150 ปี ตั้งอยู่บนถนน Portobello เมื่อพูดถึงตลาดแห่งนี้ คนส่วนใหญ่จะนึกถึงของเก่า ของสะสมโบราณเป็นอันดับแรกๆ ซึ่งภายในตลาดจะเป็นถนนทอดยาว มีอาคารรูปทรงแปลกตา ร้านค้าส่วนใหญ่จะเป็นร้านแผงลอยตั้งอยู่สองข้างทางของถนน ซึ่งตลาดนี้มีร้านค้ามากถึง 1,000 กว่าร้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านขายของโบราณ งานฝีมือ ของที่ระลึก เครื่องดนตรี เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องประดับ ผักผลไม้ สินค้ามือสองและของสะสมทุกชนิด โดยสินค้าของที่นี่จะมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะไม่เหมือนสินค้าจากที่อื่น นอกจากนี้ยังมีผับ บาร์ คาเฟ่ และร้านอาหารมากมายจากทั่วโลก มาจำหน่ายตามข้างทาง ชนิดที่ว่าเลือกกินกันไม่ถูกเลยทีเดียว จึงทำให้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ต่อมาจึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน

ตลาดแห่งนี้จะเปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์ โดยแต่ละวันจะขายสินค้าที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งวันจันทร์ – วันพุธ จะขายผักและผลไม้ วันพฤหัสบดี ขายพวกสินค้าแฟชั่นใหม่ๆ วันศุกร์ จะเป็นตลาดแฟชั่น และแน่นอนวันเสาร์ เป็นตลาดขายสินค้าโบราณ ของสะสมเก่าๆ ขนาดใหญ่ นับว่าเป็นวันที่ผู้คนหนาแน่นและคึกคักที่สุดเลยก็ว่าได้

หากใครที่ชื่นชอบการช็อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจ หรือเป็นนักสะสมของโบราณ ถ้าได้มาเที่ยวที่นี่แล้ว คุณจะหลงรักตลาดแห่งนี้โดยไม่รู้ตัว ด้วยบรรยากาศที่มีความเรียบง่าย เป็นกันเอง บวกกับสินค้าของที่นี่มีราคาไม่แพง นักท่องเที่ยวสามารถต่อรองราคาสินค้ากับพ่อค้า แม่ค้าได้ ใครที่ไม่มาตลาดนี้เหมือนมาไม่ถึงเมืองลอนดอน

ค่าใช้จ่าย
ค่าเข้าชม: ฟรี

เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์
วันจันทร์ – พุธ เปิดตั้งแต่ 8.00 น. – 18.30 น.
วันพฤหัสบดี เปิดตั้งแต่ 8.00 น. – 13.00 น.
วันศุกร์ เปิดตั้งแต่ 8.00 น. – 19. 00 น.
วันเสาร์ เปิดตั้งแต่ 8.00 น. – 19.00 น.

วิธีการเดินทาง
นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินลงสถานี Notting Hill หรือลงสถานี Westbourne Park

จตุรัสใจกลางกรุงลอนดอน Piccadilly Circus

Piccadilly Circus เป็นอีก 1 แลนด์มาร์คสำคัญที่พลาดไม่ได้สำหรับการท่องเที่ยวในลอนดอน เพราะที่นี่คือจตุรัสชื่อดัง ที่เต็มไปด้วยสถานที่ช้อปปิ้งชื่อดัง ร้านค้าต่างๆ ตลอด 2 ข้างทาง เป็นย่านที่รวมแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังมากมาย ตลอดจนมีผับ บาร์ให้นั่งแฮงค์เอ้าท์กันได้ด้วย เรียกว่ามาที่นี่คุณจะได้สนุกสนานกับการช้อปปิ้ง ชื่นชมกับศิลปะและวัฒนธรรมของย่านต่างๆ ไปจนถึงได้ทานของอร่อยๆ ครบกันเลยทีเดียว

Piccadilly Circus เป็นจตุรัสใจกลางกรุงลอนดอนที่ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1819 เพื่อใช้เชื่อมต่อ regent street กับ Piccadilly คำว่า Piccadilly Circus มาจาก Roger Baker ช่างตัดเสื้อผ้าผู่ขายชื่อดังในศตวรรษที่ 17 ที่เรียกว่า Piccadilly ส่วน Circus มาจากลักษณะการจราจรที่เป็นรูปวงกลมล้อมรอบเทพเจ้ากรีก Anteros ของบริเวณนี้นั่นเอง จตุรัสแห่งนี้เชื่อมโยงกับโรงละครบน Shaftesbury Avenue เช่นเดียวกับ Heymarket และ Coventry street และอยู่ใกล้สถานที่ชื่อดังมากมาย ทั้ง regent street , Oxford street , แหล่งที่กินอย่างย่านโซโหไปจนถึงย่านเอเชียอย่างย่านไชน่าทาวน์ และสามารถเดินไปถึงจตุรัสรัสเซลจตุรัสชื่อดังอีกแห่งหนึ่งในลอนดอนได้อีกด้วย

เนื่องจาก Piccadilly Circus นั้นเป็นสถานที่ ๆ มีชื่อเสียงโด่งดังมากขนาดที่มี Piccadilly Circus จำลองทั้งในไทยและสิงคโปร์ อีกทั้งยังเป็นสถานที่อันเป็นที่ชุมนุมของคนทั่วทั้งมุมโลก จึงทำให้คำว่า Piccadilly ถูกนำมาใช้หรือล้อเลียนพฤติกรรมหรือสถานการณ์บางอย่าง เช่น มีคำกล่าวที่ว่า คนที่อยู่ย่านนี้นานพอนั้น จะเดินชนทุกคนที่พวกเขารู้จัก เป็นต้น แถมสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังมีการใช้คำว่า Piccadilly มาเป็นรหัสลับในการบุกเรือเดินมหาสมุทรที่ชุมนุมในช่องแคบอังกฤษอีกด้วย นอกจากนั้นยังไปเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินมากมาย โดยผลงานเด่นไปคือ ผลงานของ Charles นักวาดภาพและนักออกแบบชาวอังกฤษที่เป็นผู้สร้างสรรค์ให้กับ Tate Britain โดยเค้าได้ใช้คำว่า Piccadilly เป็นหัวเรื่องในการสร้างสรรค์ผลงาน และภาพนั้นสามารถประมูลราคามากกว่า 5 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

Piccadilly Circus นั้นเปรียบเสมือนนครที่ไม่เคยหลับใหล ด้วยแสง สี เสียงและความบันเทิง อันเป็นเอกลักษณ์ที่ช่วยสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับสถานที่แห่งนี้ Piccadilly Circus จึงเป็นสถานที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาเที่ยวอย่างเนืองแน่นตลอดทั้งปี ทั้งในช่วงเวลากลางวันและกลางคืนเลยทีเดียว สำหรับใครที่กำลังวางแผนการเดินทางในลอนดอนอยู่ และต้องการสถานที่ๆ ท่องเที่ยวที่เดินทางสะดวก พอมาถึงแล้วสามารถชมสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในลอนดอนได้หลายที่ แถมยังได้ช้อปปิ้ง กินข้าว แฮงค์เอ้า อีกทั้งได้ชมศิลปะวัฒนธรรมที่หลากหลายในลอนดอน Piccadilly Circus คือคำตอบของคุณ

ค่าใช้จ่าย
ค่าเข้าชม: ฟรี

เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: เดินทางมาชมได้ตลอดเวลา

วิธีการเดินทาง
สามารถเดินทางได้สะดวกโดยการใช้รถไฟใต้ดิน London Underground แน่นอนว่าสถานีที่ใกล้ที่สุดคือ Piccadilly Circus station แต่คุณจะเลือกใช้ Hyde park station , Oxford circus station , Leicester square หรือ Charing cross station ก็ได้เช่นกัน