สโตนเฮนจ์ อนุสรสถานลึกลับ Stonehenge

สโตนเฮนจ์(Stonehenge) มีลักษณะเป็นกลุ่มหินขนาดใหญ่ยักษ์ลึกลับอันน่าประหลาดใจ หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง และมรดกโลก(UNESCO)ที่ในปัจจุบันก็ยังไม่สามารถไขคำตอบเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการสร้าง วิธีการการสร้างหรือแม้แต่อายุและความเก่าแก่ของสิ่งนี้ได้อย่างแน่นอน บ้างก็ว่า 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช บ้างก็ว่าเก่าแก่ถึง 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช

สำหรับการเยี่ยมชมนั้น นักท่องเที่ยวโดยทั่วไปมักจะเลือกการนั่งรถไฟไปลงที่สถานีรถไฟของเมือง Salisbury ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 13 กิโลเมตร จากนั้นก็นั่งรถบัสไปที่ลงที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวซึ่งอยู่ห่างจาก สโตนเฮนจ์(Stonehenge) จริงออกไปอีกประมาณ 2.5 กิโลเมตร โดยจะมีรถชัตเทิลบัสคอยให้บริการรับส่งอยู่ หรือจะเลือกเดินเอาก็ได้ เพราะระหว่างทางก็จะมีวิวทุ่งหญ้ากว้างไกล กับทิวทัศน์ชนบทอังกฤษสวยๆให้ชม ส่วนที่บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวก็ยังมีพิพิธภัณท์ที่เกี่ยว Stonehenge ไว้ให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษากันก่อนไปชมของจริงกันด้วย

Stonehenge เป็นอนุสรณ์สถานที่เกิดขึ้นในยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่ที่บริเวณทางตอนใต้ของเกาะอังกฤษตรงกลางทุ่งของที่ราบอันกว้างใหญ่ Salisbury Plain ในเขตเมือง Amesbury เป็นอนุสรณ์สถานยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก ถูกสร้างขึ้นในหลายขั้นตอน อนุสาวรีย์แรกในอนุสรณ์สถานคือ henge ที่เริ่มต้นสร้างเมื่อประมาณ 5,000 ปีที่ผ่านมาและวงกลมหินที่ไม่ซ้ำกันที่เชื่อกันว่าถูกสร้างขึ้นในช่วงยุค Neilithic ประมาณ 2,500 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในช่วงแห่งยุคสำริดหลายแห่งถูกฝังอยู่ใกล้ๆ ด้วยความน่าประหลาดใจในหลายๆ เรื่องนี้เองที่เป็นหัวใจสำคัญทำให้ Stonehenge และพื้นที่โดยรอบได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลางในปี ค.ศ. 1986

อนุสรณ์สถานนั้นประกอบไปด้วยแท่งหินขนาดยักษ์มากมายถึง 112 ก้อนที่ตั้งเรียงรายกันอยู่มีลักษณะเป็นรูปครึ่งวงกลมซ้อนกันสามวง แท่งหินบางอันวางนอนในระนาบเดียวกับพื้น แท่งหินบางอันก็ตั้งขึ้น แถมบางอันก็ยังถูกวางซ้อนอยู่ตำแหน่งด้านบนอีกด้วย มีโครงสร้างที่เก่าแก่ที่สุดที่รู้จักกันในบริเวณใกล้ๆ คือสี่หรือห้าหลุมทั้งสามแห่งที่ดูเหมือนจะมีไม้สนขนาดใหญ่ของแท่งเทียมที่คาดการว่าน่าจะถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคหินระหว่าง 8,500 และ 7,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช แต่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเสาเหล่านี้นั้นเกี่ยวข้องกับอนุสรณ์สถาน Stonehenge ที่ถูกสร้างขึ้นในภายหลังหรือไม่ จะสังเกตได้ว่าบริเวณโดยรอบของภูมิทัศน์ของอนุสรณ์สถานแห่งนี้นั้นส่วนที่เหลือนอกจากพื้นที่ของ Stonehenge ส่วนที่เหลือของภาคใต้ของเกาะอังกฤษนั้นล้วนถูกปกคลุมด้วยป่าไม้ชอล์ก จึงเป็นไปได้ว่านี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมมันจึงกลายเป็นอนุสรณ์สถานยุคหินยุคแรกๆ เช่นเดียวกับสิ่งก่อสร้างที่ซับซ้อนที่ล้อมรอบด้วยแม่น้ำ Robin Hood’s Ball อนุสรณ์สถานสองแห่งของเมืองซัสทัสหรือกำแพงสี่เหลี่ยมผืนผ้าและอีกหลายแห่งที่มีอายุยาวนานมากกว่า 3,500 ปีก่อนคริสต์ศักราชที่การปรากฏตัวของอนุสรณ์สถานเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลต่อตำแหน่งที่ตั้งของ Stonehenge

จากการศึกษาค้นคว้าของเหล่านักโบราณคดีโดยการหาอายุจากคาร์บอนกัมมันรังสีเพื่อคำนวณหาอายุของหินทำให้พวกเค้าเชื่อกันว่ากลุ่มกองหินเหล่านี้ถูกสร้างจากที่ไหนซักแห่งเมื่อประมาณ 2,000-3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยพบว่าหินก้อนแรกนั้นถูกวางตั้งแต่เมื่อประมาณ 2,200-2,400 ปีก่อนคริสต์ศักราช และยังมีทฤษฎีอื่นๆ ที่ระบุว่ากลุ่มหินเหล่านี้อาจถูกวางตั้งแต่ก่อนหน้านั้นมาจนถึง 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช นอกจากเรื่องเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการสร้างที่ชวนให้สงสัยแล้ว อีกหนึ่งข้อสงสัยที่ยังคงสร้างความงุนงงให้กับนักวิทยาศาสตร์และเหล่านักโบราณคดีคือคนในสมัยก่อนนั้นสามารถนำแท่งหินขนาดใหญ่ซึ่งมีน้ำหนักหลายสิบตันนั้นขึ้นไปวางเรียงกันได้อย่างไร เพราะค่อนข้างจะมั่นใจได้ว่าในสมัยก่อนนั้นไม่มีเครื่องทุ่นแรงให้เช่นอย่างในปัจจุบันอย่างแน่นอน รวมไปถึงบริเวณที่ราบดังกล่าวก็ไม่มีก้อนหินขนาดใหญ่ขาดนี้ด้วย จึงสันนิษฐานได้ว่าต้องลากหินจากที่อื่นซึ่งอยู่ห่างไปหลายสิบกิโลเมตรอีกด้วย

ค่าใช้จ่าย
ค่าเข้าชม: ราคาค่าตั๋วเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่คือ 16.50 ยูโร ราคาค่าตั๋วเข้าชมสำหรับเด็กที่มีอายุระหว่าง 5 ถึง 15 ปี 9.90 ยูโร ฟรีสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปีและมีราคาตั๋วสำหรับครอบครัวผู้ใหญ่ 2 คนและเด็ก 3 คนอยู่ที่ 42.90 ยูโร นอกจากนั้นยังมีราคาสำหรับการเข้าชมแบบอื่นๆ ราคาสำหรับ Gift AID และฟรีสำหรับตั๋วบางประเภท
เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน โดยจะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 9.30 น. ไปจนถึงเวลา 17.00 น. แต่ช่วงเวลาสุดท้ายที่สามารถเริ่มเข้าชมได้คือเวลา 15.00 น. เท่านั้น ปิดให้บริการในวันที่ 24 ธันวาคม และ 25 ธันวาคม นอกจากนั้นในบางเทศกาลก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงเวลาเปิดปิดได้
วิธีการเดินทาง
ใช้รถไฟจากสถานี Waterloo ไปยังสถานี Salisbury ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 90 นาที มีค่าตั๋วราคาประมาณ 38 ปอนด์ จากนั้นที่สถานีรถไฟจะมีทัวของ Stonehenge ทัวร์ใช้เวลาเดินทางไปประมาณ 30 นาที ไปลงที่จุดบริการนักท่องเที่ยว จากนั้นจะมี Shuttle bus ให้บริการต่อไปยัง Stonehenge ที่ห่างออกไปประมาณ 2.5 กิโลเมตร

อาคารรัฐสภาอังกฤษ Houses of Parliament

Houses of Parliament หรืออาคารรัฐสภาแห่งอังกฤษ ในอดีตเคยเป็นพระราชวัง Westminster ของเชื้อพระวงศ์อังกฤษตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 มาก่อน แต่ด้วยปัญหาหลายๆอย่าง รวมทั้งเหตุการณ์ไฟไหม้พระราชวัง สถานที่แห่งนี้จึงได้กลายเป็นรัฐสภาตั้งแต่ระดับนายกรัฐมนตรีจนถึงระดับสว.ลงไป เพียงแค่ได้เห็นสถาปัตยกรรมจากภายนอกก็สวยจนชวนให้ตกตะลึงแล้ว ยิ่งมีแม่น้ำเทมส์และหอนาฬิกาบิ๊กเบนอยู่ล้อมรอบ ก็ยิ่งทำให้อาคารรัฐสภาแห่งนี้มีความสวยงามจนยากที่จะละสายตาไปได้

ประวัติความเป็นมาของ Houses of Parliament

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นนั้น แรกเริ่มเดิมที อาคารรัฐสภาเคยเป็นพระราชวัง Westminster มาก่อนตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11 แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้พระราชวังขึ้นในปี 1512 จนได้รับความเสียหายไปทั่ว เชื้อพระวงศ์จึงได้ตัดสินใจที่จะทิ้งพระราชวังนี้ไปสร้างพระราชวังแห่งใหม่ โดยได้ยกให้เป็นอาคารสำหรับให้รัฐสภาเข้าประชุม แต่ด้วยเหตุใดไม่ทราบ จึงเกิดไฟไหม้ที่พระราชวังแห่งนี้อีกครั้งในปี 1834 ก่อนที่จะมีการปรับปรุงใหม่ และตั้งชื่อเป็นอาคารรัฐสภาอย่างในปัจจุบัน มีเพียง Westminster Hall เพียงอาคารเดียวจากพระราชวังเดิมที่หลงเหลืออยู่ และรอดพ้นจากการถูกไฟไหม้ทั้ง 2 ครั้ง

ภายในอาคารรัฐสภา จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือสภาล่าง หรือสภาสำหรับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. ไว้เปิดประชุมกัน ส่วนอีกสภาเป็นสภาสำหรับ สว. (เดิมเป็นสภาสำหรับขุนนาง) โดยมีสีที่สามารถแบ่งแยกได้อย่างชัดเจนคือ สภาล่างมีสีเขียว ส่วนสภาขุนนางมีสีแดงนั่นเอง

ภายใน Houses of Parliament มีอะไรให้เที่ยวชมบ้าง

แต่เดิม อาคารรัฐสภาแห่งนี้เปิดให้เข้าชมเฉพาะชาวอังกฤษเพียงอย่างเดียวเท่านั้น พึ่งจะมาเปิดให้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในเวลาไม่นาน ซึ่งก็ยังมีกฎระเบียบในการเข้าชมมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของการถ่ายรูปสถานที่ภายในที่เป็นข้อห้ามสำคัญ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีจุดเด่นมากมายที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1. ชมห้องต่าง ๆ ภายในอาคารรัฐสภา ที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยมีรูปออกมาให้เห็นกันมากนัก แต่จากรูปของทางการ และเสียงของนักท่องเที่ยวที่ได้เข้าไปชมกันมา ต่างก็ชื่นชมถึงความงามของสถาปัตยกรรมภายใน และความสำคัญของห้องต่าง ๆ ทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นห้องประชุมต่าง ๆ ห้องของเชื้อพระวงศ์ในอดีต รวมไปถึงห้องโถง Westminster Hall ที่มีอายุยาวนานมากกว่า 1,000 ปี นอกจากนี้ยังมีการจิบน้ำชายามบ่ายในชุดเต็มยศให้ได้ถ่ายรูปกันอีกด้วย

2. โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมภายนอก

ถึงแม้ว่าจะเก็บภาพภายในไม่ได้ แต่สามารถเก็บภาพภายนอกได้อย่างแน่นอน ยิ่งถ้าหากได้ไปยืนอยู่บน Tower Bridge แล้วถ่ายรูปในช่วงค่ำคืน จะเห็น Houses of Parliament ตั้งตระหง่านอยู่เคียงข้างหอนาฬิกา Big Ben ที่เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน รวมถึงสีฟ้าครามของแม่น้ำเทมส์ที่ยิ่งทำให้สวยเหมือนกำลังชมงานศิลปะอยู่ชิ้นหนึ่งเลย

ค่าใช้จ่าย
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 25.5 ปอนด์
ผู้สูงอายุ และนักเรียน 21 ปอนด์
เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ 11 ปอนด์

เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการในวันเสาร์ และวันอื่น ๆ ตามที่มีการประกาศ เวลา 08.45 น. – 16.45 น.

วิธีการเดินทาง
สามารถเดินทางได้โดยรถไฟใต้ดิน underground tube มาลงที่สถานี Westminster

ตลาด บริคเลน Brick Lane Market

Brick lane market คือแหล่งรวมงานศิลปะ ดนตรีและสื่อแนว revolution ที่มีทั้งของอาร์ตๆ ของมือสอง เสื้อผ้าแนววินเทจ งานศิลปะที่มีเอกลักษณ์ รวมไปถึงของกินต่างๆ มากมายหลายประเภทที่น่าลิ้มลองไว้ให้ชิมกันอีกด้วย นับว่าพลาดไม่ได้เลยสำหรับนักเดินทางขาช้อปและชิม gentingprincess.org

brick lane market ตั้งอยู่ในบริเวณ The old Truman brewery ซึ่งแต่เดิมนั้นเคยเป็นโรงงานผลิตเบียร์ที่เก่าแก่ เมื่อก่อนนั้นไม่ได้มีร้านค้ามากมายหรือมีสินค้าศิลปะมากมายดังเช่นปัจจุบัน สมัยก่อนมีพื้นที่ขายของอยู่รอบๆ the old Truman brewery เพียงแค่จุดเดียวเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพียงร้านขายเสื้อผ้าและร้านอาหารเท่านั้น และนอกจากนั้นแต่เดิมย่านนี้ยังนับว่าเป็นย่านที่เสื่อมโทรมในลอนดอน เต็มไปด้วยผู้คนที่ยากจนและคดีฆาตกรรม ซึ่งหนึ่งในนั้นคือคดีแจ๊คเดอะริปเปอร์อันโด่งดังนั่นเอง แต่ปัจจุบันนั้นย่านนี้เปรียบเสมือนแหล่งรวบรวมสินค้าที่มีเอกลักษณ์มากมายที่น่าช้อปเพื่อเป็นของฝากหรือเป็นของที่ระลึก มีบริเวณให้เลือกหลากหลายโซนตลอดความยาวของถนน และหนึ่งในนั้นคือ brick lane market นั่นเอง ที่นี่มีตั้งแต่สินค้ามือสองแบวางขายกับพื้น มีแผงสินค้าทั้งแบบชั่วคราวไปจนถึงร้านค้าแบบถาวรที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบรอให้คุณเข้าเลือกชม ซึ่งรับรองได้เลยว่าสินค้าจากที่นี่จะไม่ทำให้ขาช้อปผิดหวังอย่างแน่นอนเพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าหากใครต้องการสินค้าแนวๆ สินค้าอาร์ตๆ เสื้อผ้าแนววินเทจหรืองานศิลปะคูลๆ ที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครล้วนแต่หาได้ใน brick lane market นี้ นอกจากนั้นยังใกล้ Boxparkโซนช้อปปิ้งที่สร้างจากตู้คอนเทนเนอร์ ที่มีแบรนด์ท้องถิ่นให้เลือกช้อปไปจนถึงสินค้าแบรนด์ดังอย่าง Versace ให้ได้ช้อปกันอีกด้วย

และใครว่าในลอนดอนจะสามารถชมผลงานศิลปะได้เพียงในหอศิลป์เท่านั้น brick lane market แห่งนี้มีผลงานศิลปะตามผนังให้ได้เซลฟี่กันได้สวยๆ ในย่านสตรีทอาร์ต ที่มีภาพต่างๆ รวมไปถึงภาพศิลปินคนดัง มากมายให้เดินดู ไม่แน่อาจเจอศิลปินในดวงใจก็เป็นได้ นอกจากนั้นตัวอาคารส่วนใหญ่ยังคงสภาพเดิมที่เป็นอิฐให้ความรู้สึกเก่าแก่ แต่มีเสน่ห์ไว้ให้ชื่นชม รวมไปถึงยังคงความรู้สึกดิบๆ เถื่อนๆ ผสมกับความอาร์ตได้อย่างลงตัวเป็นมนต์เสน่ห์ที่เชิญชวนอยากให้กลับมาเที่ยวซ้ำๆ

นอกจากสินค้ามากมายตามที่กล่าวมาสำหรับขาช้อปแล้ว แน่นอนว่าขาชิมก็พลาดไม่ได้สำหรับตลาดแห่งนี้ เพราะมีอาหารมากมายหลายประเทศให้เลือกชิม รวมไปถึงมีร้านกาแฟน่าเช็คอินหลายร้าน ซึ่งรับประกันได้เลยว่าขนมและของกินต่างๆ ในตลาดนี้ล้วนแล้วแต่น่ากินทั้งนั้น เดินผ่านร้านไหน สนใจร้านไหนเลือกชิมกันได้อย่างจุใจเลย และยังมีกิจกรรมต่างๆ ให้สนุกเพลิดเพลินมากมายเรียกว่าสนุกได้ทั้งวันไม่มีเบื่อกันเลยทีเดียว

ค่าใช้จ่าย
ค่าเข้าชม: ฟรี

เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: ตลาดมีเฉพาะวันอาทิตย์ในเวลา 10.00 น ถึงเวลา 17.00 น. ตามเวลาในลอนดอนเท่านั้น

วิธีการเดินทาง
เดินทางได้ง่ายโดยรถไฟใต้ดิน สถานีที่ใดล้ที่สุดคือสถานี Liverpool street หรือเลือกใช้สถานี Aldgate east ที่แม้จะไกลและต้องเดินผ่านร้านอาหารแขกบังกลาเทศ และใช้เวลาเดินเกือบ 10 นาที แต่ก็ให้อารมณ์และความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป หรือถ้าต้องการช้อปที่ boxpark ก่อนค่อยมาเดิน brick market สามารถเลือกลงที่สถานี shoreditch high street ก็ได้เช่นกัน

ช้อปปิ้งย่าน Carnaby Street

ถนนคาร์นาบี้(Carnaby Street) เป็นแหล่งกำเนิดและศูนย์รวมของแฟชั่นอันเปรี้ยวจี๊ดและยังเป็นจุดกำเนิดวัฒนธรรมในช่วงยุค 60 ที่สามารถเดินทางมาได้สะดวกสบายเพราะตั้งอยู่บนถนน Carnaby ที่ติดกับถนนสายอื่นๆ มากมายและมีสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินใกล้ๆ สินค้าที่นี่มีตั้งแต่เสื้อผ้าผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก ไปจนถึงเครื่องประดับและสินค้าเพื่อสุขภาพและความสวยความงาม นอกจากนั้นยังมีร้านอาหาร ผับบาร์มากมายอีกด้วย อาจจะเรียกว่าเป็นหนึ่งในย่านประวัติศาสตร์ป้อปคัลเจอร์ของอังกฤษเลยก็ว่าได้

Carnaby street ตั้งอยู่หลังห้าง Liberty บน Regent street โดยเกิดขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 17 ที่นับเป็นที่แฮงค์เอ้าท์สุดเจ๋งที่เชื่อมโยงกับความฮิปของลอนดอนในยุค 1960 ซึ่งมีสมาชิกของวงดังๆ อย่าง Rolling Stones, small , faces และ The Who มักมาเลือกซื้อสินค้า จัดแสดงดนตรี รวมไปถึงสังสรรค์และพบปะกับแฟนเพลงด้วย

ตั้งแต่ก้าวลอดซุ้มที่เป็นสัญลักษณ์ของถนนเส้นนี้เข้ามา คุณจะได้พบกับร้านค้าต่างๆมากมายที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว มีสินค้ามากกว่า 150 แบรนด์ และร้านอาหาร ผับ บาร์อีกมากกว่า 50 ร้านเลยที่เดียว โดยสินค้านั้นมีตั้งแบรนด์เก่าแก่ที่เป็นมรดกตกทอด ไปจนถึงแบรนด์ของดีไซเนอร์ใหม่ๆ ให้เลือกช้อปกันโดยไม่ต้องกลัวกระเป๋าฉีก เพราะที่นี่ไม่ได้เน้นของแบรนด์เนมหรูหราราคาแพงนั่นเอง และสำหรับสาวก Paul smith ด้วยแล้วต้องถูกใจแน่นอนเพราะที่นี่มี shop ใหญ่ Paul smith ให้ช้อปกันด้วย

นอกจากนั้นแล้ว Carnaby street ยังมีร้านบูติคสำหรับแฟชั่นสไตล์โบฮีเมี่ยนและม๊อดให้เลือกช้อปกัน อีกทั้งยังมีร้านเครื่องประดับสไตล์นี้มากมายหลายร้านอีกด้วย และที่สำคัญที่นี่ยังมีร้านค้าของเหล่าคนดังให้เยี่ยมชมกันอีกด้วย อย่างเช่นร้านของนักร้องนักดนตรีและนักแต่งเพลงชื่อดังชาวอังกฤษ เลียม แกลลาเกอร์

ช้อปกันเต็มที่แล้วก็อย่าลืมแวะทานอาหารกัน เพราะที่นี่ร้านอาหารหลากหลายสไตล์ให้เลือกทานทั้งเบอเกอร์อร่อยๆ อาหารสเปน หรืออาหารสไตล์อื่นๆมากมาย นอกจากนั้นยังมีคาเฟ่แนวๆ หลายร้านให้เช็คอิน สุดท้ายก็อย่าลืมแวะนั่งแฮงค์เอ้าจิบเบียร์กันชิลๆ เพราะที่นี่มีบาร์ไปจนถึงผับสไตล์อังกฤษสุดเจ๋งหลายร้านที่มีเบียร์แท้ๆ ที่มีประวัติอันยาวนานมาไว้เสริฟให้ได้ชิมกันอีกด้วย และที่สำคัญที่นี่ยังมีการจัดการแสดงโชว์ดนตรีอยู่บ่อยๆ รวมทั้งยังมีการจัดงาน even ต่างๆ ในช่วงเทศกาลเช่นปีใหม่ วาเลนไทน์หรือ คริสมาตส์ ซึ่งสามารถเช็คดู even ต่างๆ ในเว็บไซต์หลักได้เลย

ค่าใช้จ่าย
ค่าเข้าชม: ฟรี

เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน โดยในวันจันทร์ถึงวันเสาร์นั้นจะเปิดตั้งแต่เวลา 10.00 น. ไปจนถึงเวลา 19.00 น. ส่วนในวันอาทิตย์นั้นจะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 12.00 น. ไปจนถึง 18.00 น.

วิธีการเดินทาง
ด้วยความที่ทีนี่ตั้งอยู่ใกล้ถนนอื่นๆ อีกหลายสายจึงทำให้สะดวกในการเดินทางมากๆ สามารถใช้การขนส่งสาธารณะในการเดินทางได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางโดยสถานีรถไฟใต้ดิน ซึ่งสถานีที่ใกล้ที่สุดได้แก่ Oxford circus และสถานี Piccadilly circus ซึ่งใช้เวลาเดินประมาณไม่เกิน 5-10 นาทีจากสถานีเท่านั้น หรือจะเป็นการเดินทางโดยรถบัส โดยจาก Regent street ใช้บัสหมายเลข 3 , 6 , 12 , 13 , 15 , 23 , 88 , 94 , 139 , 159 และ 453 และจาก Oxford street ใช้บัสหมายเลข 7 , 8 , 10 , 25 , 55 , 73 , 98 , 176 และ 390 นอกจากนั้นแล้วยังสามารถเดินทางโดยใช้รถส่วนตัว การเดิน หรือโดยจักรยานก็ได้

พระราชวังเคนซิงตัน Kensington Palace

พระราชวังเคนซิงตัน (Kensington Palace) แห่งลอนดอน แรกเริ่มที่เดียววังเคนซิงตันเป็นเพียงวิลล่าขนาดเล็กที่ถูกเรียกว่า “Nottingham House” สร้างสำหรับเป็นบ้านของดยุคแห่งนอตติงแฮม เคยเป็นที่ประทับของพระเจ้าวิลเลียมที่ 3 และพระนางเมรีที่ 2 (ค.ศ.1689-1702)มาก่อน จนกระทั้งคริสต์ศตวรรษที่ 17 พระราชวังเคนซิงตันได้ถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เป็นที่ประทับของราชวงศ์อังกฤษ โดยมีสมาชิกคนสำคัญของราชวงศ์อังกฤษหลายพระองค์เคยประทับ ณ พระราชวังแห่งนี้ อาทิ สมเด็จพระราชินีวิกตอเรียได้เติบโตและใช้เวลาในช่วงวัยเด็กที่นี่ ก่อนที่จะย้ายไปประทับที่พระราชวังบัคกิงแฮมในปี ค.ศ. 1837 เจ้าหญิงมาร์กาเร็ตและเจ้าหญิงไดอาน่าก็เคยประทับที่พระราชวังแห่งนี้เช่นกัน ปัจจุบันพระราชวังเคนซิงตันเป็นที่ประทับอย่างเป็นทางการของดยุคและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ซึ่งก็คือเจ้าชายวิลเลี่ยมและเจ้าหญิงเคทนั้นเอง ทั้งยังเป็นบ้านของพระโอรส พระธิดาองค์น้อยของทั้งคู่อีกด้วย

พระราชวังแห่งนี้มีสิ่งน่าสนใจที่เปิดให้เข้าชมซึ่งไม่ควรพลาดอันได้แก่

The King’s Staircase ส่วนนี้จะเปิดให้เดินชมบันไดทางขึ้นที่ถูกตกแต่งอย่างงดงาม โอ่อ่า ผนังของทางเดินถูกวาดตกแต่งด้วยรูปผู้คนในช่วงศตวรรษที่ 18 ที่ดูมีชีวิตชีวาและโดดเด่นด้วยคาแรคเตอร์ที่น่าสนใจ ซึ่งภาพวาดเหล่านี้เป็นผลงานของ William Kent

King’s State Apartments เป็นส่วนที่ต่อมาจากบันได The King’s Staircase เปิดให้ผู้เยี่ยมชมได้เดินสำรวจห้องหับอันหรูหราภายในพระราชวัง ทุกห้องล้วนตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ธรรมดา ประดับประดาด้วยงานศิลปะและประติมากรรมที่งดงามหายากยิ่ง

นอกจากนี้อีกไฮไลท์หนึ่งของการเยี่ยมชมพระราชวังเคนซิงตันที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประทับของเจ้าหญิงไดอาน่า คือการเข้าชมการจัดแสดง “Diana: Her Fashion Story” นิทรรศการแสดงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของเจ้าหญิงไดอาน่า เจ้าหญิงแห่งเวลล์ที่ทั่วโลกต่างยกย่องถึงรสนิยมด้านแฟชั่นและการแต่งกายของพระองค์

นอกจากในตัวพระราชวังแล้ว สวนของพระราชวังเคนซิงตันก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่น่าเข้าชม เพราะได้ชื่อว่าเป็นสวนที่สวยงามมาก โดยเฉพาะ The Sunken Garden สวนสวยซึ่งประดับประดาโดยมวลหมู่ดอกไม้นานาพันธุ์ที่ถูกคัดสรรกันมาหมุนเวียนตกแต่งสวนในแต่ละฤดู ทำให้สวนแห่งนี้สวยงามสดใสมากหากได้มาเดินชมในช่วงฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อน อีกทั้งบ่อน้ำ ทางเดินหินและน้ำพุที่ถูกจัดวางได้อย่างลงตัวภายในสวนทำให้สวนของพระราชวังเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ควรพลาด

นอกจากความน่าสนใจของตัวพระราชวังเคนซิงตันเองแล้ว ทำเลย่านนี้ยังมีสถานที่น่าสนใจอื่น ๆ ใกล้เคียงที่สามารถเดินไปเที่ยวต่อได้ เช่นด้านหน้าของพระราชวังก็เป็นสวนสวยน่านั่งอย่าง Kensington Palace Green หรือจะแวะไปนั่งพักผ่อนหย่อนใจในสวย สงบร่มรื่นบรรยากาศดีอย่าง Kensington Gardens ที่อยู่ด้านหลังพระราชวัง แวะชมอนุสรณ์สถานที่ระลึกถึงเจ้าหญิงไดอาน่า The Diana Princess of Wales’ Memorial Playground (อยู่ถัดจากพระราชวังเคนซิงตัน) หรือจะเดินต่อไปอีกหน่อยก็จะถึง Hyde Park สวนสาธารณะอีกแห่งของลอนดอน ที่ซึ่งมีน้ำพุ Princess Diana Memorial Fountain อนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเจ้าหญิงไดอาน่าตั้งอยู่ เรียกได้ว่าเที่ยวย่านนี้เดินคุ้ม เก็บครบเลยทีเดียว

ค่าใช้จ่าย
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่( 16 ปีขึ้นไป) 15.50 ปอนด์ เด็ก (ต่ำกว่า 16) เข้าชมฟรี

เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 10.00-16.00 น. (Last admission: 15.00 น.)

วิธีการเดินทาง
รถไฟใต้ดิน สถานี High Street Kensington (Circle and District lines)
สถานี Queensway: (Central line), สถานี Notting Hill Gate ( Circle and District lines
รถ Bus สาย 70, 94, 148, 390 (มุ่งหน้าสู่ถนน Bayswater Road) และ สาย 9, 10, 49, 52, 70, 452 (สู่ถนน Kensington High Street)