พิพิธภัณฑ์สงคราม Churchill War Rooms

พิพิธภัณฑ์ Churchill War Rooms ในกรุงลอนดอน เป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับสงครามโลกแห่งหนึ่งที่คนชอบประวัติศาสตร์ไม่ควรพลาดเข้าไปชมเด็ดขาด เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เคยใช้เป็นที่บัญชาการรบของประเทศอังกฤษจริง ๆ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ของท่านนายกรัฐมลตรีคนดัง Sir Winston Churchill จึงทำให้มีสิ่งของต่างๆ ที่เคยใช้งานจริงจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์นี้มากมาย และด้วยการเชื่อมต่อในแต่ละห้องที่มีขนาดพอดีคนเดินเท่านั้น จึงทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้าชมรู้สึกเหมือนอยู่ในกองบัญชาการในขณะที่เกิดสงครามจริง ๆ omglinks.com

ความเป็นมาของ Churchill War Rooms

พิพิธภัณฑ์ Churchill War Rooms เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี 1936 โดยกระทรวงอากาศยาน (ชื่อในขณะนั้น) แห่งประเทศอังกฤษ เพื่อเป็นกองบัญชาการของกองทัพอากาศ ในขณะที่ลอนดอนถูกทิ้งระเบิดจากศัตรูอย่างหนัก เมื่อเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในปี 1938 ก็ได้มีการสร้างห้องวิทยุสื่อสารที่มีอุปกรณ์มากมายหลายชนิด และได้มีการเพิ่มเติมห้องต่าง ๆ มากมาย ซึ่งเมื่อวินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีอังกฤษในขณะนั้นได้มาเห็นตึกแห่งนี้ ก็ประกาศว่าจะใช้สถานที่แห่งนี้เป็นกองบัญชาการในการรบทันที จนกระทั่งมีชัยชนะเหนือเยอรมนีในที่สุด

แม้ว่าภายแรก สถานที่แห่งนี้จะไม่ได้เปิดให้สาธารณชนเข้าชม แต่ด้วยเสียงเรียกร้องของประชาชนชาวอังกฤษที่อยากจะเห็นห้องแห่งชัยชนะนับแสนคน รัฐบาลจึงตัดสินใจซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย และปรับปรุงให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างเช่นทุกวันนี้

ภายใน Churchill War Rooms มีอะไรให้เที่ยวชมบ้าง

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อาจจะหาทางเข้ายากกว่าสถานที่อื่น ๆ สักนิดหนึ่ง เพราะเป็นเพียงห้องใต้ดินของอาคารแห่งหนึ่ง ที่มีเพียงป้ายเล็ก ๆ และคนเฝ้าประตู พร้อมกับการตรวจระเบิดเท่านั้น แต่ภายในกลับไม่เล็กอย่างที่คิด เพราะมีสิ่งที่น่าสนใจมากมายดังต่อไปนี้

1. การจัดแสดงหุ่นจำลองกำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ ขณะที่เกิดสงคราม
ไม่ได้มีเพียงแค่โต๊ะเปล่า ๆ ในการจัดแสดงเท่านั้น เพราะทางพิพิธภัณฑ์ได้จัดให้มีหุ่นจำลอง ที่แต่งชุดทหารเต็มยศในขณะที่กำลังทำกิจกรรมอยู่ในขณะเกิดสงครามในห้องต่าง ๆ ไว้ เช่น ห้องแผนที่ ห้องวิทยุสื่อสาร ห้องบัญชาการการรบ เป็นต้น
2. ชมห้องนอนของวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งอังกฤษ
ด้วยความที่ต้องอยู่บัญชาการการรบตลอดสงคราม ทำให้วินสตัน เชอร์ชิล จำเป็นต้องพักอาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ภายในห้องนอนของเขาจึงประกอบไปด้วยเตียง โต๊ะทำงาน แผนที่โลก และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่จำเป็น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นของจริงที่เคยใช้งานมาแล้วทั้งสิ้น
3. ตื่นตาตื่นใจไปกับชุดทหาร และอุปกรณ์เครื่องใช้ในสงคราม
นอกจากห้องต่าง ๆ แล้ว ยังมีการจัดแสงชุดทหาร พร้อมอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ปืน โทรศัพท์ โต๊ะทำงาน เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะอยู่ภายในกระจกใสเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดจากนักท่องเที่ยว โดยแต่ละรูปจะมีป้ายพร้อมคำอธิบายบอกอย่างละเอียด ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่รู้ความเป็นมาของข้าวของแต่ละชิ้นเลย
4. เสริมความรู้ด้วยห้องฉาย VTR
เพราะอาจจะมีนักท่องเที่ยวบางคนที่ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ตอนนี้เท่าที่ควร ทางพิพิธภัณฑ์เลยจัดให้มีมุมสำหรับฉาย VTR แบบสั้น ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจลึกซึ้งในขณะที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์มากยิ่งขึ้น

ค่าใช้จ่าย
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 19 ปอนด์
เด็ก (อายุ 5-15 ปี) 9.50 ปอนด์

เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 09.30 น. – 18.00 น.

วิธีการเดินทาง
สามารถเดินทางได้โดยนั่งรถไฟใต้ดิน Underground Tube มาลงที่สถานี Westminster

สวนสาธารณะ St James’s Park

St James’s Park เป็นสวนสาธารณะแห่งหนึ่งในย่าน Westminster ของกรุงลอนดอน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกติดกับสวนสาธารณะอีกหลายแห่งในบริเวณนั้น ไม่ว่าจะเป็น Hyde Park, Green Park และสวน Kensington นอกจากนี้ยังอยู่ติดกับสถานที่สำคัญอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังบักกิ้งแฮม อนุสาวรีย์ชัยแห่งลอนดอน และพระราชวังเซนต์ เจมส์ ใครที่กำลังหาที่พักผ่อนไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้มากนัก ต้องมาที่นี่เลย ยิ่งถ้าได้มุมดี ๆ จะสามารถถ่ายวิวพระราชวังบักกิ้งแฮม และชิงช้าสวรรค์ยักษ์ London Eye สะท้อนผิวน้ำอย่างงดงาม

ความเป็นมาของสวนสาธารณะ St James’s Park

สวนสาธารณะ St James’s Park มีที่มาจาก กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 แห่งอังกฤษ ได้ตัดสินใจซื้อพื้นที่แห่งนี้ไว้ในปี 1532 ต่อมาเมื่อกษัตริย์เจมส์ที่ 1 ขึ้นครองราชบัลลังก์ในปี 1603 ก็ได้ปรับพื้นที่เหล่านี้ให้กลายเป็นสวนสาธารณะ และได้เก็บสัตว์พื้นเมืองของต่างประเทศไว้ในสถานที่แห่งนี้ เช่น อูฐ จระเข้ ช้าง เป็นต้น
จนกระทั่งกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 2 ที่ถูกเนรเทศจากฝรั่งเศสมาที่อังกฤษได้มาเห็นสวนเหล่านี้เข้า จึงได้ตัดสินใจที่จะปรับปรุงสวนเหล่านี้อีกครั้งให้มีสไตล์แบบฝรั่งเศส และได้เปิดให้สาธารณะชนได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่แห่งนี้ และหลังจากนั้นก็ยังมีการปรับปรุงตกแต่งสวนอยู่เรื่อย ๆ มาจนถึงปัจจุบัน

ภายใน St James’s Park มีให้เที่ยวชมบ้าง

ด้วยความที่มีประวัติมาอย่างยาวนาน ทำให้สวนสาธารณะ St James’s Park ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นสวนสาธารณะมรดกแห่งอังกฤษ และด้วยความที่มีขนาดใหญ่ จึงทำให้ภายในสวนแห่งนี้ มีสิ่งที่น่าสนใจให้เข้าชมแตกต่างกันไปดังต่อไปนี้

1. เดินผ่านสะพานสีฟ้า (Blue Bridge) เพื่อชมวิวที่สวยงามที่สุด
สะพานสีฟ้าในสวนสาธารณะ St James’s Park ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการเดินข้ามแม่น้ำในสวนไปอีกฝั่งหนึ่ง แต่ความพิเศษที่นอกจากความสวยงามของสะพานแล้ว ยังอยู่ที่ระหว่างเดินผ่านสะพานแล้วชมวิว จะเห็นพระราชวังบักกิ้งแฮม ชิงช้าสวรรค์ยักษ์ London Eye และหอนาฬิกาบิ๊กเบนเป็นฉากหลังที่สวยงามจนน่าทึ่ง

2. แปลงดอกไม้อันงดงามของพระราชวังบักกิ้งแฮม
ใจกลางของสวนสาธารณะ St James’s Park เป็นสถานที่ตั้งของสวนแห่งความทรงจำ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระราชินีวิคตอเรีย ซึ่งโดดเด่นไปด้วยดอก wallflower สีเหลือง และดอกทิวลิปสีแดงที่บานสะพรั่งพร้อมกันมากกว่า 50,000 ดอก จนอดใจไม่ได้ที่จะต้องรีบคว้ากล้องถ่ายรูปมาเก็บภาพไว้เลย

3. ชมนกกระยางเล่นน้ำอย่างสบายตา
เพิ่มความเป็นธรรมชาติให้กับสวนสาธารณะแห่งนี้ยิ่งขึ้น ด้วยการเดินชมนกกระยาง ที่ได้อาศัยอยู่ในสวนสาธารณะมามากกว่า 400 ปีแล้ว โดยนกกระยางเหล่านี้มีต้นกำเนิดมาจากทูตของรัสเซีย ได้มอบเป็นบรรณาการให้กับกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 2 ของอังกฤษ

เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน เวลา 05.00 น. – 00.00 น.

วิธีการเดินทาง
สามารถเดินทางได้โดยรถไฟใต้ดิน underground tube มาลงที่สถานี Westminster

4. ขบวนพาเหรดหลากสีสันของกองทัพอังกฤษ
ถ้าหากใครที่เดินทางมาสวนสาธารณะ St James’s Park ในช่วงเดือนมิถุนายน ก็จะได้ชมกองทัพทหารอังกฤษเดินสวนสนามเพื่อเป็นการเฉลิมพระชนมพรรษาให้กับพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 อีกด้วย

พระราชวัง แฮมป์ตัน คอร์ต Hampton Court Palace

พระราชวัง แฮมป์ตัน คอร์ต(Hampton Court Palace) เป็นพระราชวังหลวงที่ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน โดยเปิดให้ประชาชนทั้งในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปชมได้ ซึ่งที่นี่ก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวมักจะไม่พลาดเมื่อไปเยือนกรุงลอนดอนกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆ นอกจากที่ Hampton Court Palace จะมีความงดงามของสถาปัตยกรรมของพระราชวังให้ได้ชมกันแล้ว ก็ยังมีกิจกรรมและเรื่องราวสนุกๆ ให้ทำกันอย่างมากมายอีกด้วย ซึ่งจะโดนใจคุณแค่ไหนก็ต้องลองไปสัมผัสด้วยตัวเองกันดู omglinks.com

ประวัติ พระราชวัง Hampton Court Palace 

เดิมทีพระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อมอบให้กับพระคาร์ดินัลทอมัส โวลซีย์ ซึ่งเป็นข้าราชการคนโปรดของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ในปี ค.ศ.1514 แต่หลังจากนั้นเมื่อโวลซีย์ได้หลุดจากการเป็นคนโปรดของพระเจ้าเฮนรี่ พระราชวังแห่งนี้ก็ถูกยึดกลับคืนและมีการขยายให้ใหญ่โตมากขึ้นกว่าเดิม โดยในเวลาต่อมาพระเจ้าวิลเลียมที่ 3 ได้ทำการขยายพระราชวังโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นคู่แข่งของพระราชวังแวร์ซาย แต่ก็ต้องหยุดชะงักลงไปโดยที่ยังขยายไม่เสร็จ จึงทำให้พระราชวังแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมที่แปลกตาและแตกต่างจากพระราชวังอื่นๆ อย่างชัดเจน นั่นก็คือมีการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมทิวดอร์และสถาปัตยกรรมบาโรกไว้ด้วยกัน และในปี ค.ศ.1838 ก็ได้มีการเปิดพระราชวังแฮมป์ตันคอร์ต ให้ประชาชนได้เข้าชม โดยสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย

Hampton Court Palace มีอะไรให้เที่ยวชมบ้าง

หากพูดถึงจุดเด่นและความน่าสนใจของพระราชวังแห่งนี้แล้ว ก็ต้องบอกเลยว่ามีมากมายจนคุณอาจคาดไม่ถึงเลยทีเดียว เอาเป็นว่าเราไปดูกันเลยดีกว่าว่าที่นี่มีอะไรน่าสนใจบ้าง

1. ชมสถาปัตยกรรมที่งดงามแปลกตา

เมื่อมาเที่ยว พระราชวังแฮมป์ตันคอร์ต อันดับแรกที่จะต้องแวะไปชมก็คือความงดงามของสถาปัตยกรรมภายในพระราชวังนั่นเอง อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าพระราชวังแห่งนี้มีการผสมผสานสถาปัตยกรรมเข้าด้วยกัน 2 แบบ 2 ยุคสมัย จึงเป็นความแปลกใหม่ที่หาชมได้ยากจริงๆ ดังนั้นจึงไม่ควรพลาดที่จะเข้าไปชมและถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึกเลยเชียว

2. สนุกไปกับลานสเก็ตน้ำแข็ง

บริเวณหน้า Hampton Court Palace มีลานสเก็ตน้ำแข็งที่กว้างใหญ่ ถูกห้อมล้อมไปด้วยวิวทิวทัศน์ที่สวยงดงามและฉากหลังของพระราชวัง ซึ่งก็จะทำให้คุณได้สนุกไปกับการเล่นสเก็ตน้ำแข็งอย่างไม่มีเบื่อกันเลยทีเดียว แต่ลานสเก็ตน้ำแข็งแห่งนี้ จะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เล่นกันในช่วงฤดูเล่นสเก็ตเท่านั้น นั่นก็คือในช่วงวันที่ 24 พฤศจิกายน – 7 มกราคมนั่นเอง อย่างไรก็ตามในแต่ละปีอาจมีการปรับเปลี่ยนกำหนดวันเวลาที่คลาดเคลื่อนไปบ้างเล็กน้อย

3. สัมผัสประสบการณ์ขนหัวลุกกับ Ghost tours

เนื่องจากในพระราชวังแฮมป์ตันคอร์ต มีเรื่องราวที่เล่าถึงการปรากฏตัวของวิญญาณผู้หญิงให้เห็นบ่อยๆ ประกอบกับในยามค่ำคืนที่บรรยากาศรอบๆ ของพระราชวังมีความวังเวงด้วยแล้ว จึงได้มีการจัดกิจกรรมสัมผัสประสบการณ์ขนหัวลุกขึ้นมา นั่นก็คือ Ghost tours นั่นเอง โดยจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ในการพานักท่องเที่ยวเดินชมไปทั่วพระราชวัง พร้อมเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ลึกลับ น่ากลัว ซึ่งการเข้าชมจะแบ่งออกเป็นการทัวร์แบบครอบครัว จำกัดอายุขั้นต่ำ 8 ปี และการทัวร์แบบผู้ใหญ่ จำกัดอายุขั้นต่ำ 15 ปีนั่นเอง

4. ชมความงามของภาพวาดที่หอศิลป์

ที่หอศิลป์แห่งนี้ เป็นที่เก็บผลงานภาพเขียนที่มีความสำคัญมากที่สุดในอิตาลีของ Andrea Mantegna โดย Charles I ได้ซื้อผลงานภาพเขียนเหล่านี้มาในปี ค.ศ. 1629 และได้ถูกรวบรวมไว้เป็นคอลเลคชั่นที่หอศิลป์ Mantegna Gallery นั่นเอง ซึ่งก็ต้องบอกเลยว่าภาพเขียนทั้งหมดล้วนมีความงดงามและควรค่าแก่การไปเที่ยวชมเป็นอย่างมาก

ค่าใช้จ่าย
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 15.9 ปอนด์
เด็ก 8 ปอนด์

เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 10.00 – 16.30 น.

วิธีการเดินทาง
ขึ้นรถไฟมาลงที่สถานี Hampton Court เดินไปตามถนนอีกไม่ไกลก็จะถึงพระราชวัง

โบสถ์เวสต์มินสเตอร์ Westminster Cathedral

โบสถ์เวสต์มินสเตอร์ Westminster Cathedral ที่ประทับของพระคาร์ดินัลอัครสังฆราชแห่งเวสท์มินสเตอร์ โบสถ์สำหรับชาวโรมันคาทอลิกในอังกฤษและเวลส์ เป็นศาสนสถานสำหรับ คริสตศาสนิกชนที่ใช้ในการปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา โบสถ์เวสต์มินสเตอร์ เป็นสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี1903 และปี 2010 ได้ฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปี ได้รับการออกแบบโดยจอห์นฟรานซิสเบนท์ลีย์ (John Francis Bentley) สถาปนิกโบสถ์ชั้นนำ เขาได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมไบแซนไทน์ของอิตาลี 

ในช่วง ปีค.ศ. 1930 โบสถ์แห่งนี้เป็นที่ตั้งของศาลเจ้าเซนต์ปีเตอร์และนักบุญจอห์นเซาธ์เวิร์ธ (St John Southworth) พระสงฆ์แห่งแลนคาเชียร์ ได้เป็นที่พึ่งให้กับคนยากจนในถนนเวสต์มินสเตอร์ เขาสิ้นพระชนม์ด้วยศรัทธาในปี 1654 เหตุการณ์เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นที่มีการจัดแสดงไว้ในวิหารทำให้นักท่องเที่ยวนึกถึงจุดหมายปลายทางที่แท้จริงของการตั้งมหาวิหารนี้ว่าคืออาณาจักรแห่งสวรรค์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิคสมัยวิกตอเรียก่อสร้างครึ่งบนซุ้มอิฐยุควิกตอเรียขนาดใหญ่สำหรับอุโมงค์ทางรถไฟดำคล้ำจากเขม่าจากรถไฟ แต่ครึ่งล่างเป็นอ่อนและทองคำ บนหลังคาจะมีแสงส่องลงมาตามช่องเปิดซึ่งเป็นเหมือนกับทางที่ไปสู่สวรรค์และสถานที่สำคัญแห่งนี้ยังมีนักร้องประสานเสียงมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ที่มีชื่อเสียงระดับโลกซึ่งกำลังร้องเพลงประจำวันอย่างเคร่งขรึม ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกมาที่นี่เพื่อฟังเพลงที่ยอดเยี่ยมจากละครที่น่าทึ่ง รวมไปถึงชื่นชมความตระการตาของสถาปัตยกรรม

ส่วนใหญ่ใช้จัดพิธีกรรมของราชวงศ์อังกฤษ ดั่งงานพระราชพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์กับแคเธอริน มิดเดิลตัน

ค่าใช้จ่าย
ค่าเข้าชม: เข้าชมฟรี ถ้าต้องการขึ้นชมหอระฆัง เสียค่าเข้า 2 ปอนด์ / เด็กต่ำกว่า 6 ขวบ เสีย 1 ปอนด์

เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: วMonday 09.30 – 15.30
Tuesday 09.30 – 15.30
Wednesday 09.30 – 18.00
Thursday 09.30 – 15.30
Friday 09.30 – 15.30
Saturday 09.30 – 15.30
Sunday เปิดสำหรับทำกิจกรรมของชาวโรมันคาทอลิก

วิธีการเดินทาง
นั่งรถไฟใต้ดิน underground tube สายสีฟ้า Victoria Line ลงที่สถานี Victoria Underground Station เมื่อถึงประตูทางออกหน้าสถานี ให้เลี้ยวขวาเดินผ่านอาคารสำนักงานต่างๆ ไปเรื่อยๆ ไม่ไกล จะเห็นโบสถ์ตั้งอยู่ด้านขวามือ

สโตนเฮนจ์ อนุสรสถานลึกลับ Stonehenge

สโตนเฮนจ์(Stonehenge) มีลักษณะเป็นกลุ่มหินขนาดใหญ่ยักษ์ลึกลับอันน่าประหลาดใจ หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง และมรดกโลก(UNESCO)ที่ในปัจจุบันก็ยังไม่สามารถไขคำตอบเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการสร้าง วิธีการการสร้างหรือแม้แต่อายุและความเก่าแก่ของสิ่งนี้ได้อย่างแน่นอน บ้างก็ว่า 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช บ้างก็ว่าเก่าแก่ถึง 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช

สำหรับการเยี่ยมชมนั้น นักท่องเที่ยวโดยทั่วไปมักจะเลือกการนั่งรถไฟไปลงที่สถานีรถไฟของเมือง Salisbury ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 13 กิโลเมตร จากนั้นก็นั่งรถบัสไปที่ลงที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวซึ่งอยู่ห่างจาก สโตนเฮนจ์(Stonehenge) จริงออกไปอีกประมาณ 2.5 กิโลเมตร โดยจะมีรถชัตเทิลบัสคอยให้บริการรับส่งอยู่ หรือจะเลือกเดินเอาก็ได้ เพราะระหว่างทางก็จะมีวิวทุ่งหญ้ากว้างไกล กับทิวทัศน์ชนบทอังกฤษสวยๆให้ชม ส่วนที่บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวก็ยังมีพิพิธภัณท์ที่เกี่ยว Stonehenge ไว้ให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษากันก่อนไปชมของจริงกันด้วย

Stonehenge เป็นอนุสรณ์สถานที่เกิดขึ้นในยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่ที่บริเวณทางตอนใต้ของเกาะอังกฤษตรงกลางทุ่งของที่ราบอันกว้างใหญ่ Salisbury Plain ในเขตเมือง Amesbury เป็นอนุสรณ์สถานยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก ถูกสร้างขึ้นในหลายขั้นตอน อนุสาวรีย์แรกในอนุสรณ์สถานคือ henge ที่เริ่มต้นสร้างเมื่อประมาณ 5,000 ปีที่ผ่านมาและวงกลมหินที่ไม่ซ้ำกันที่เชื่อกันว่าถูกสร้างขึ้นในช่วงยุค Neilithic ประมาณ 2,500 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในช่วงแห่งยุคสำริดหลายแห่งถูกฝังอยู่ใกล้ๆ ด้วยความน่าประหลาดใจในหลายๆ เรื่องนี้เองที่เป็นหัวใจสำคัญทำให้ Stonehenge และพื้นที่โดยรอบได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลางในปี ค.ศ. 1986

อนุสรณ์สถานนั้นประกอบไปด้วยแท่งหินขนาดยักษ์มากมายถึง 112 ก้อนที่ตั้งเรียงรายกันอยู่มีลักษณะเป็นรูปครึ่งวงกลมซ้อนกันสามวง แท่งหินบางอันวางนอนในระนาบเดียวกับพื้น แท่งหินบางอันก็ตั้งขึ้น แถมบางอันก็ยังถูกวางซ้อนอยู่ตำแหน่งด้านบนอีกด้วย มีโครงสร้างที่เก่าแก่ที่สุดที่รู้จักกันในบริเวณใกล้ๆ คือสี่หรือห้าหลุมทั้งสามแห่งที่ดูเหมือนจะมีไม้สนขนาดใหญ่ของแท่งเทียมที่คาดการว่าน่าจะถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคหินระหว่าง 8,500 และ 7,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช แต่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเสาเหล่านี้นั้นเกี่ยวข้องกับอนุสรณ์สถาน Stonehenge ที่ถูกสร้างขึ้นในภายหลังหรือไม่ จะสังเกตได้ว่าบริเวณโดยรอบของภูมิทัศน์ของอนุสรณ์สถานแห่งนี้นั้นส่วนที่เหลือนอกจากพื้นที่ของ Stonehenge ส่วนที่เหลือของภาคใต้ของเกาะอังกฤษนั้นล้วนถูกปกคลุมด้วยป่าไม้ชอล์ก จึงเป็นไปได้ว่านี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมมันจึงกลายเป็นอนุสรณ์สถานยุคหินยุคแรกๆ เช่นเดียวกับสิ่งก่อสร้างที่ซับซ้อนที่ล้อมรอบด้วยแม่น้ำ Robin Hood’s Ball อนุสรณ์สถานสองแห่งของเมืองซัสทัสหรือกำแพงสี่เหลี่ยมผืนผ้าและอีกหลายแห่งที่มีอายุยาวนานมากกว่า 3,500 ปีก่อนคริสต์ศักราชที่การปรากฏตัวของอนุสรณ์สถานเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลต่อตำแหน่งที่ตั้งของ Stonehenge

จากการศึกษาค้นคว้าของเหล่านักโบราณคดีโดยการหาอายุจากคาร์บอนกัมมันรังสีเพื่อคำนวณหาอายุของหินทำให้พวกเค้าเชื่อกันว่ากลุ่มกองหินเหล่านี้ถูกสร้างจากที่ไหนซักแห่งเมื่อประมาณ 2,000-3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยพบว่าหินก้อนแรกนั้นถูกวางตั้งแต่เมื่อประมาณ 2,200-2,400 ปีก่อนคริสต์ศักราช และยังมีทฤษฎีอื่นๆ ที่ระบุว่ากลุ่มหินเหล่านี้อาจถูกวางตั้งแต่ก่อนหน้านั้นมาจนถึง 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช นอกจากเรื่องเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการสร้างที่ชวนให้สงสัยแล้ว อีกหนึ่งข้อสงสัยที่ยังคงสร้างความงุนงงให้กับนักวิทยาศาสตร์และเหล่านักโบราณคดีคือคนในสมัยก่อนนั้นสามารถนำแท่งหินขนาดใหญ่ซึ่งมีน้ำหนักหลายสิบตันนั้นขึ้นไปวางเรียงกันได้อย่างไร เพราะค่อนข้างจะมั่นใจได้ว่าในสมัยก่อนนั้นไม่มีเครื่องทุ่นแรงให้เช่นอย่างในปัจจุบันอย่างแน่นอน รวมไปถึงบริเวณที่ราบดังกล่าวก็ไม่มีก้อนหินขนาดใหญ่ขาดนี้ด้วย จึงสันนิษฐานได้ว่าต้องลากหินจากที่อื่นซึ่งอยู่ห่างไปหลายสิบกิโลเมตรอีกด้วย

ค่าใช้จ่าย
ค่าเข้าชม: ราคาค่าตั๋วเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่คือ 16.50 ยูโร ราคาค่าตั๋วเข้าชมสำหรับเด็กที่มีอายุระหว่าง 5 ถึง 15 ปี 9.90 ยูโร ฟรีสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปีและมีราคาตั๋วสำหรับครอบครัวผู้ใหญ่ 2 คนและเด็ก 3 คนอยู่ที่ 42.90 ยูโร นอกจากนั้นยังมีราคาสำหรับการเข้าชมแบบอื่นๆ ราคาสำหรับ Gift AID และฟรีสำหรับตั๋วบางประเภท
เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน โดยจะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 9.30 น. ไปจนถึงเวลา 17.00 น. แต่ช่วงเวลาสุดท้ายที่สามารถเริ่มเข้าชมได้คือเวลา 15.00 น. เท่านั้น ปิดให้บริการในวันที่ 24 ธันวาคม และ 25 ธันวาคม นอกจากนั้นในบางเทศกาลก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงเวลาเปิดปิดได้
วิธีการเดินทาง
ใช้รถไฟจากสถานี Waterloo ไปยังสถานี Salisbury ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 90 นาที มีค่าตั๋วราคาประมาณ 38 ปอนด์ จากนั้นที่สถานีรถไฟจะมีทัวของ Stonehenge ทัวร์ใช้เวลาเดินทางไปประมาณ 30 นาที ไปลงที่จุดบริการนักท่องเที่ยว จากนั้นจะมี Shuttle bus ให้บริการต่อไปยัง Stonehenge ที่ห่างออกไปประมาณ 2.5 กิโลเมตร