สะพาน Palladian bridge และสวนไพรเออร์ Prior Park

สวนไพรเออร์(Prior Park) เป็นสวนสาธารณะที่มีมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 18 มีพื้นที่ขนาด 70 ไร่ สร้างขึ้นโดย Ralph Allen ซึ่งได้รับคำแนะนำจาก Alexander Pope ( นักกวี ) โดยสวนสาธารณะแห่งนี้ได้รับการจัดทะเบียนอุทยานประวัติศาสตร์และสวนในอังกฤษ ภายในมีลักษณะทางกายภาพเป็นหุบเขาสูงชันไหลลงสู่ใจกลางเมืองบาธ ที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามของเมืองบาธ ซึ่งภายในสวนมีสะพานแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียง ชื่อว่า สะพาน Palladian bridge โดยเป็นตัวอย่างของสะพานที่มีความสวยงามและมีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นสะดุดตา สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1755 จัดว่าเป็น 1 ใน 4 ของสถาปัตยกรรมที่เหลืออยู่ในโลก โดยสถาปัตยกรรมแบบ Palladian เป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงศตวรรษที่ 18 สถาปนิกชาวอิตาลีที่ชื่อ Andrea Palladio ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาคารตึกต่างๆ ซึ่งสถาปัตยกรรมแบบ Palladian ได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมคลาสสิกของชาวกรีกและโรมันโบราณอีกที นอกจากนี้ก็มีวิหารที่มีสถาปัตยกรรมแบบโกธิค สระน้ำ ถ้ำ ส่วนบริเวณสวนสาธารณะ ประกอบด้วยเส้นทางป่าไม้สำหรับเดินสำรวจ สัตว์ป่าชนิดต่างๆ ตามเส้นทาง ทะเลสาบ หรือจะมาพักผ่อน เดินชมวิวรอบๆ นั่งปิกนิกกับครอบครัวและเพื่อนๆ ด้วยบรรยากาศที่มีความร่มรื่น เป็นกันเอง

ค่าใช้จ่าย
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 7.20 ปอนด์
เด็ก 3.80 ปอนด์
ครอบครัว ( ผู้ใหญ่ 2 คน เด็ก 2 คน ) 18.20 ปอนด์

เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: บริเวณสวน วันที่ 2 มกราคม – 31 มกราคม เปิดวันเสาร์ – วันอาทิตย์
1 กุมภาพันธ์ – 30 ตุลาคม เปิดทำการทุกวัน
5 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม เปิดวันเสาร์ – วันอาทิตย์

โซน Tea Shed วันที่ 2 มกราคม – 31 มกราคม เปิดวันเสาร์ – วันอาทิตย์
1 กุมภาพันธ์ – 30 ตุลาคม เปิดทำการทุกวัน
เวลาเปิด – ปิด : บริเวณสวน วันที่ 2 มกราคม – 31 มกราคม เปิดตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 16.00 น.
1 กุมภาพันธ์ – 30 ตุลาคม เปิดตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 17.30 น.
5 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม เปิดตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 16.00 น.

โซน Tea Shed วันที่ 2 มกราคม – 31 มกราคม เปิดตั้งแต่เวลา 11.00 น. – 15.30 น.
1 กุมภาพันธ์ – 30 ตุลาคม เปิดตั้งแต่เวลา 11.00 น. – 16.30 น.

วิธีการเดินทาง
รถประจำทางหมายเลข 2

ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว Bath Visitor Centre

ศูนย์บริการข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยว(Bath Visitor Centre) ประจำเมืองบาธ ประเทศอังกฤษ ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองใน Bridgwater House อยู่ติดกับโรงแรม The Abbey และ Huntsman Pub โดยภายในศูนย์บริการแห่งนี้ จะมีพนักงานที่มีความรู้ ความสามารถคอยให้บริการข้อมูลและคำแนะนำต่างๆ ให้ครอบคลุมตามความต้องการของนักท่องเที่ยว เพื่อให้เป็นที่พึงพอใจและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่นักท่องเที่ยวและประชาชน ซึ่งศูนย์บริการข้อมูลนี้มีบริการจองห้องพัก สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเมืองบาธ แล้วไม่ได้จองที่พักหรือโรงแรมมาก่อนหน้านี้ เพียงแค่เข้าไปในศูนย์บริการข้อมูล พนักงานก็จะจัดการหาที่พักที่ตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งนำเสนอที่พักที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่โรงแรมระดับ 5 ดาว ไปจนถึงเกสต์เฮาส์ และที่พักแบบบริการตนเองที่มีความหรูหรา

นอกจากนี้ ที่นี่ก็ให้บริการอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ในย่านถนน Manvers รวมไปถึงคาเฟ่และศูนย์การค้าต่างๆ ในเมืองบาธอีกด้วย อีกทั้งมีบริการขายตั๋วสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวและทัวร์จำนวนมาก ซึ่งจะมีสินค้าที่ขายดีและเป็นที่นิยม ได้แก่ บัตรสปาใน Thermae Bath Spa แพ็กเกจสปาโบราณ ตั๋วสำหรับท่องเที่ยวรอบๆ เมืองบาธ และที่สำคัญยังมีหนังสือคู่มือและแผนที่ต่างๆ ในเมืองบาธสำหรับนักท่องเที่ยว เพื่อใช้ค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ ในเมืองบาธ เพิ่มเติม รวมไปถึงสินค้าหัตถกรรมพื้นเมือง ของที่ระลึกจำนวนมากจำหน่ายอยู่ที่นี่ ซึ่งสามารถซื้อเป็นของฝากหรือของขวัญให้ครอบครัวหรือเพื่อนๆ ได้เช่นกัน และสุดท้าย Bath Box Office เป็นจุดจำหน่ายตั๋วสำหรับกิจกรรมหรืองานต่างๆ ในเมืองบาธที่จัดขึ้นตลอดทั้งปี สำหรับใครที่เดินทางมาท่องเที่ยวเมืองบาธ ด้วยตนเองหรือไมได้มากับทัวร์ ที่นี่ถือว่าเป็นสถานที่หนึ่งที่สามารถช่วยเหลือและบริการนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: ช่วงวันที่ 29 ตุลาคม – 10 กุมภาพันธ์
เปิดวันจันทร์ – วันเสาร์ ยกเว้นวันอาทิตย์ , วันที่ 24 – 26 ธันวาคม , วัน Boxing Day, และช่วงเทศกาลวันปีใหม่
ช่วงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ – 28 ตุลาคม
เปิดวันจันทร์ – วันอาทิตย์
เวลาเปิด – ปิด :
ช่วงวันที่ 29 ตุลาคม – 10 กุมภาพันธ์ วันจันทร์ – วันเสาร์ เปิดตั้งแต่เวลา 09.30 น. – 17.30 น.
ช่วงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ – 28 ตุลาคม
วันจันทร์ – วันเสาร์ เปิดตั้งแต่เวลา 09.30 น. – 17.30 น.
วันอาทิตย์ เปิดตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 16.00 น.

วิธีการเดินทาง
เดินจากสถานีรถไฟ Bath Spa

พิพิธภัณฑ์ The Holburne Museum

พิพิธภัณฑ์ Holburne เดิมมีชื่อว่า Holburne of Menstrie Museum และ Holburne Museum of Art ตั้งอยู่ในสวน Sydney เมืองบาธ(Bath) ประเทศอังกฤษ เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ที่สวยงาม ได้รับการตกแต่งโดย William Holburne รวมไปถึง Gainsborough, Guardi, Stubbs, Ramsay และ Zoffany โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ใช้เป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการชั่วคราว รวมไปถึง การแสดงดนตรี การอบรมเชิงสร้างสรรค์ ทำกิจกรรมภายในครอบครัว และเป็นสถานที่สำหรับการบรรยายงานต่างๆ

หัวใจของงานศิลปะภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ สร้างโดย Thomas William Holburne ในปี ค.ศ. 1793 – ค.ศ. 1874 ซึ่งเป็นลูกชายคนที่ 2 ของ Thomas William หรือที่คนรู้จักกันทั่วไปในนามว่า “William” ซึ่งเป็นบุคคลแรกที่ได้ร่วมงานกับกองทัพเรือ ต่อมาพี่ชายของเขาเสียชีวิต จึงทำให้เขาได้รับมรดกและกรรมสิทธิ์ของครอบครัวในปี ค.ศ. 1820 ต่อมาในปี 1882 งานศิลปะในพิพิธภัณฑ์มีการจัดเก็บมากถึง 4,000 ชิ้น ประกอบด้วยรูปภาพและหนังสือ ซึ่งมอบให้เป็นมรดกแก่ประชาชนเมืองบาธ โดย Holburne’s sister, Mary Anne Barbara Holburne

ภายในพิพิธภัณฑ์มีผลงานของเขาปรากฏอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง เครื่องเงิน เครื่องลายคราม เครื่องถ้วยมาอิโอลิกา หนังสือ เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงแก้วโรมัน เหรียญ อัญมณี และกล่องยานัตถุ์ เป็นต้น นอกจากนี้ก็มีผลงานที่โดดเด่นอีกหลายชิ้น ได้แก่ ภาพวาดขนาดเล็กของ Richard Nash ภาพแกะสลักขนาดจิ๋วในปี 1795 เป็นต้น หลังจากเดินชมนิทรรศการศิลปะข้างในเสร็จแล้ว ก็มีร้านอาหารและเครื่องดื่มให้บริการอยู่ด้านหลังพิพิธภัณฑ์ สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวของที่นี่ ซึ่งเป็นร้านอาหารกลางแจ้ง ท่ามกลางสวนที่มีความเป็นธรรมชาติ สงบ ร่มรื่น ถือว่าเหมาะแก่การพักผ่อนในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์อย่างมาก

เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันที่ 24 – 26 ธันวาคม และ 1 มกราคม ของทุกปี
เวลาเปิด –ปิด : วันจันทร์ – วันเสาร์ เปิดตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 17.00 น.
วันอาทิตย์ เปิดตั้งแต่เวลา 11.00 น. – 17.00 น.

วิธีการเดินทาง
จากสถานีรถไฟ Bath Spa นั่งรถประจำทางสาย 12 และ 265

วงเวียนประวัตศาสตร์แห่งเมืองบาธ The Circus

The Circus เป็นวงเวียนเก่าแก่ขนาดใหญ่ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของเมืองบาธ(Bath) ประเทศอังกฤษ ประกอบไปด้วยตึกแถวขนาดใหญ่ซึ่งเป็นที่พักอาศัย มีลักษณะเป็นอาคาร 3 ชั้น ที่สร้างล้อมรอบเป็นรูปวงกลม บริเวณตรงกลางมีต้นไม้ใหญ่ มีทางออกเป็นวงกลม 3 ช่องทาง โดยตึกนี้ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงอย่าง John Wood ซึ่งเริ่มออกแบบในปี ค.ศ. 1754 สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1768 และได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมแบบจอร์เจีย The Circus แต่เดิมมีชื่อว่า “King’s Circus” ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น “The Circus” โดยชื่อนี้มาจากภาษาละติน หมายถึง วงแหวนซึ่งเป็นรูปไข่หรือวงกลม โดยตึกหรือสถาปัตยกรรมแห่งนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ด้วยความยาวที่เท่ากัน บวกกับสนามหญ้าที่อยู่บริเวณจุดศูนย์กลางข้างหน้าตึก ซึ่งแต่ละส่วนนั้นหันหน้าเข้าหาทางออกทั้ง 3 ทาง โดยตึกแถวแห่งนี้ มีลักษณะเป็นอาคารโค้งที่สง่างาม มีความโดดเด่น ส่วนที่อยู่ระหว่างเสาและหลังคาถูกตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Doric โดยเป็นเสาแบบโรมัน มีลักษณะเรียบง่ายและมั่นคงแข็งแรง รวมถึงสัญลักษณ์ภาพวาด จำนวน 525 ภาพ ประกอบไปด้วยภาพของงูใหญ่ สัญลักษณ์ทางการเดินเรือ อุปกรณ์ที่ใช้แทนงานศิลปะและวิทยาศาสตร์ สัญลักษณ์เกี่ยวกับงานก่ออิฐ รวมไปถึงกำแพงอิฐที่ตกแต่งด้วยหิน ส่วนบริเวณจุดศูนย์กลาง แต่เดิมเคยเป็นลานสาธารณะของเมืองนี้มาก่อน omglinks.com

ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ตึกแห่งนี้มีความเป็นเอกลักษณ์ และให้ความรู้สึกที่สอดคล้องกับสถาปัตยกรรมอย่างลงตัว อีกทั้งยังสร้างความประทับใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก จากรูปแบบสถาปัตยกรรมที่งดงาม อีกทั้งยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆ คนอีกด้วย

ค่าใช้จ่าย
ค่าเข้าชม: ฟรี

เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: เดินทางมาชมได้ตลอดเวลา

วิธีการเดินทาง
เดินจากสถานีรถไฟ Bath Spa

สะพาน Pulteney Bridge

Pulteney Bridge เป็นสะพานเก่าแก่และสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นแลนด์มาร์คสำคัญแห่งหนึ่งของเมืองบาธ(Bath) ประเทศอังกฤษ เป็นสะพานข้ามแม่น้ำ Avon ใจกลางเมือง มีเส้นทางเชื่อมต่อกับโซนจอร์เจียนที่พึ่งสร้างใหม่ในเขต Bathwick เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1770 และสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อ ค.ศ. 1774 สร้างขึ้นสำหรับ William Pulteney ออกแบบโดย Robert Adam ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบปัลลาดีโอ เชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่คุ้นหูกับสถาปัตยกรรมแนวนี้ซักเท่าไหร่นัก โดยลักษณะพิเศษของสะพานแห่งนี้ คือ ทั้งสองด้านของสะพานจะเต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆ มากมาย ในสไตล์ปัลลาดีโอ โดยถนนและอาคารต่างๆ อยู่ด้านบนของซุ้ม 3 ซุ้มในช่วงละเท่าๆ กัน ร้านค้าทางด้านเหนือมีส่วนที่ยื่นออกมาจากด้านหลัง จึงทำให้ส่วนหน้าของอาคารด้านนอกทางทิศเหนือของสะพานไม่มีความสมดุลกัน ขณะที่ด้านนอกของสะพานทางทิศใต้ แสดงให้เห็นถึงฝีมือการออกแบบชั้นเยี่ยมของ Robert Adam อย่างแท้จริง โดยด้านหน้าอาคารทางทิศใต้ ทำมาจากหินปูน สไตล์ปัลลาดีโอ ในรูปแบบของวิหารที่มี ปีกนกขนาบข้างอยู่บริเวณจุดศูนย์กลาง ซึ่งมีสัดส่วนที่รับกันอย่างพอดี ส่วนทางด้านตะวันตก บริเวณตอนกลางของกระแสน้ำ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1804 ต่อมาได้มีการปรับปรุงอีกครั้งในปี ค.ศ. 1895 เมื่อบริเวณซุ้มทางตะวันตกถูกย้ายออกไปเพื่อสร้าง Grand Parade โดยลักษณะภายนอกที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน ก็คือ ฝายกั้นน้ำ ซึ่งปรากฎอยู่ในฉากฆ่าตัวตายของตัวละคร Javert ในภาพยนตร์เรื่อง Les Misérables โดยฝายกั้นน้ำได้สร้างระหว่างปี ค.ศ. 1968 –ค.ศ. 1972 เป็นส่วนหนึ่งของโครงการป้องกันภัยน้ำท่วม ซึ่งต่อมาก็ได้มีการบูรณะเพิ่มเติมอีกครั้งในปี ค.ศ. 1975 gentingprincess.org

ภายใน 20 ปีของการสร้างสะพานนี้ ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบสะพานอยู่หลายครั้ง ทั้งบริเวณด้านหน้าอาคาร และมีการขยายร้านค้าที่ทอดยาวตามสะพานให้กว้างขึ้น ต่อมาในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมเป็นอย่างมาก แต่ก็ได้มีการสร้างใหม่ในรูปแบบที่คล้ายๆ เดิม ในเวลาต่อมา ได้มีการปรับปรุงไม้ที่ยื่นออกมาจากกำแพงบริเวณร้านค้า รวมถึงส่วนขยายที่ยื่นออกมาจากสะพานด้านทิศเหนือ โดยสะพานแห่งนี้ มีความยาว 45 เมตร และกว้าง 18 เมตร ถึงแม้ว่าจะมีการวางแผนสำหรับทำเป็นสะพานเดินทางเท้า แต่ก็ยังมีรถประจำทางและรถแท็กซี่สัญจรไปมาอยู่อย่างต่อเนื่อง นับว่าเป็นหนึ่งในสะพานประวัติศาสตร์ของโลก ที่มีการออกแบบที่สวยงามและมีสถาปัตยกรรมอย่างเป็นเอกลักษณ์ เหมาะแก่การเดินชมวิวทิวทัศน์ หรือใช้เป็นสถานที่ถ่ายภาพก็สวยเช่นกัน โดยเฉพาะในตอนกลางคืน บรรยากาศที่นี่จะโรแมนติกมาก เหมาะกับการชวนแฟนมาเดินเล่น หรือจะมาหาอาหารอร่อยๆ ทานก็มีร้านอาหารต่างๆ ให้เลือกมากมาย

ค่าใช้จ่าย
ค่าเข้าชม: ฟรี

เวลาทำการ
เวลาเปิด-ปิด: เข้าชมได้ตลอดเวลา

วิธีการเดินทาง
เดินจากสถานีรถไฟ Bath Spa